Categories
ความรู้ทั่วไป

เลือกอย่างไรระหว่าง การลงทุนระยะสั้น หรือ การลงทุนระยะยาว

เลือกอย่างไรระหว่าง การลงทุนระยะสั้น หรือ การลงทุนระยะยาว

เลือกอย่างไรระหว่าง การลงทุนระยะสั้น หรือ การลงทุนระยะยาว การลงทุนระยะสั้น กับ การลงทุนระยะยาว สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังศึกษาเรื่องของการลงทุน ประเภทแต่ละประเภทของการลงทุน ซึ่งมีทั้งการ การลงทุนระยะสั้น และ การลงทุนระยะยาว สำหรับนักลงทุนมือใหม่อาจเกิดความรังเรและกำลังสับสนว่าควรเริ่มจากการลงทุนระยะยาวหรือระยะสั้นดีกว่ากัน ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักข้อแตกต่าง ข้อดี ข้อเสีย ของการลงทุนทั้ง 2 ประเภทนี้กันก่อนว่าสิ่งไหนตอบโจทย์เราได้ดีกว่า

เลือกอย่างไรระหว่าง การลงทุนระยะสั้น หรือ การลงทุนระยะยาว

การลงทุนระยะยาวคืออะไรและมีอะไรบ้าง

เป็นการลงทุนที่มีการวางแผนไว้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลการตอบแทน ระดับความเสี่ยงที่เราสามารถยอมรับได้ ระยะเวลาการลงทุนเป็นการลงทุนที่มีระยะเวลา 1 ปีเป็นต้นไป ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือว่า เราสะสมความมั่งคั่งมั้นคงให้กับชีวิตเกษียณที่มีประสิทธิภาพ หรือ เหมือนกับเราซื้อของราคาแพงๆไว้เกร่งกำไรในอนาคต ที่คิดว่าจะมีการซื้อขายหรือตามหาในราคาที่แพงขึ้นในอนาคต ฉะนั้นจึงต้องมีการวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบและลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสะสมผลตอบแทนต่อเนื่อง การลงทุนระยะยาวเหมาะกับผู้ที่มีฐานเงินเดือนประจำหรือมีรายรับสม่ำเสมอ
สำหรับประเภทของการลงทุนระยะยาวมีดังนี้
– พันธบัตรรัฐบาล
– หุ้นกู้
– หุ้น
– อสังหาริมทรัพย์
– การลงทุนในของมีค่า
ประโยชน์และความเสี่ยงจากการลงทุนระยะยาว
การลงทุนระยะยาวเป็นการสะสมความมั่งคั่งระยะยาวในอนาคต จึงทำให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า อีกทั้งยังเสี่ยงขาดทุนน้อยกว่าการลงทุนระยะสั้น เพราะนักลงทุนให้ความสนใจกับผลตอบแทนสุดท้ายมากกว่าความผันผวนทางการเงินที่เกิดขึ้นในระหว่างลงทุน ข้อเสียในการลงทุนระยาวอาจจะได้ผลตอบแทนที่ช้า สินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่ต้องใช้เวลาสะสมผลตอบแทนนาน จึงเหมาะสำหรับคนที่มีรายได้ประจำหรือคนที่มีเงินเก็บ

การลงทุนระยะสั้นคืออะไรและมีอะไรบ้าง

การลงทุนระยะสั้นคือ การลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน – 3 ปี แต่ก็มีสินทรัพย์หลายชนิดที่สามารถทำกำไรแบบวันต่อวันได้เช่นกันเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปเปลี่ยนเป็นเงินได้เร็วกว่าการลงทุนแบบระยะยาว                                                                                                            สำหรับประเภทของการลงทุนระยะสั้นมีดังนี้
– ตราสารหนี้ระยะสั้น
– หุ้นกู้ระยะสั้น
– หุ้น (Day Trade)
– ซื้อขายใบจองอสังหาริมทรัพย์
– การลงทุนในค่าเงิน
– การลงทุนในค่าเงินดิจิตอล
ประโยชน์และความเสี่ยงจากการลงทุนระยะสั้น
การลงทุนระยะสั้นเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงในเวลาสั้น ทำให้นักลงทุนมีสภาพคล่องทางการเงินสูงกว่าการลงทุนระยะยาว การลงทุนระยะสั้นมีความผันผวนทางการเงินสูง นักลงทุนจึงต้องศึกษา ติดตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และประเมินความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา

สำหรับคำตอบของการลงทุนระยะสั้น หรือ การลงทุนระยะยาว เลือกอะไรดีกว่ากัน ตรงนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินของผู้ลงทุน ว่า มีการกำหนดเป้าหมายการลงทุนอย่างไร เป้าหมายในการลงทุนของแต่ละคน ความจำเป็นของแต่ละคนในการออม และ การใช้จ่ายย่อมไม่เหมือนกัน ถ้าหากชอบการซื้อมาขายไปต้องการเงินหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา คนที่ต้องการผลตอบแทนในช่วงเวลาสั้น ก็จะเหมาะกับการลงทุนระยะสั้น หรือ เพื่อเป้าหมายเงินก้อนใหญ่ การลงทุนระยะยาวจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า เพราะมีเวลาในการสะสมผลตอบแทนอย่างมั่นคง แต่ถ้าต้องการเสริมสภาพคล่องทางการเงินในชีวิตประจำวัน การลงทุนระยะสั้นเหมาะสมมากกว่า หาคำตอบการลงทุนให้ตัวเองตั้งเป้าหมายของตัวเองเพียงเท่านี้ก็จะทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการขาดทุนมากขึ้น

เปิดบัญชีซื้อขายทองคำ

Categories
ความรู้ทั่วไป

การลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ หุ้นกู้ คืออะไร

การลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ หุ้นกู้ คืออะไร

การลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ หุ้นกู้ คืออะไรในยุคปัจจุบันยุคสมัยใหม่เชื่อว่ามีหลายเหตุผลหลายปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะวัยนักศึกษาหรือ ว่าวัยเพิ่งเริ่มทำงาน มีความสนใจหันมาศึกษาเรื่องการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากอยากสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเอง ที่สมัยนี้เรามักจะเรียกกันว่า วัยรุ่นสร้างตัว ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักการลงทุนแต่ละประเภทกันก่อน

การลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ หุ้นกู้ คืออะไร

การลงทุนตราสารหนี้ คืออะไร

คือการลงทุนระยะสั้น ที่นักลงทุนจะอยู่ในสถานะเจ้าหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ อีกที มีความเสี่ยงต่ำ ปลอดภัย เงินต้นไม่หาย โดยเฉพาะตราสารหนี้จากรัฐบาล แต่การลงทุนตราสารหนี้ เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำ หากมีภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง โดยตราสารหนี้ จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. รัฐบาลหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะมีการแบ่งออกไปแต่ละประเภทแบบแยกย่อย                                    

– รัฐบาล มีตั๋วเงินคลัง เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น มีอายุไม่เกิน 365 วัน มีพันธบัตรรัฐบาล เป็นตราสารหนี้ระยะยาวมีอายุตั้งแต่ 365 วัน

– ธนาคารแห่งประเทศ ตั๋วเงินธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น มีอายุไม่เกิน 365 วัน พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นตราสารหนี้ระยะยาวมีอายุตั้งแต่ 365 วัน                                            

– รัฐวิสาหกิจ พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ เป็นตราสารหนี้ระยะยาว มีอายุมากกว่า 365 วัน                          

2. บริษัทเอกชน ตราสารหนี้ที่ออกโดยกลุ่มนี้จะเรียกโดยรวมว่า หุ้นกู้ โดย ระยะสั้น มีอายุไม่เกิน 270 วัน ระยะยาว มีอายุตั้งแต่ 270 วัน

3. องค์กรต่างประเทศ ตราสารนี้จะเป็นตราสารหนี้ระยะยาว จะเรียกว่า ตราสารหนี้ต่างประเทศซึ่งอาจจะเป็นบริษัทต่างชาติ หรือ หน่วยงานภาครัฐต่างชาติก็ได้

ซึ้งการได้รับผลตอบแทนนั้น จะได้ในรูปของดอกเบี้ย และ รับเงินลงทุนคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา สำหรับระยะเวลาการลงทุนจะขึ้นอยู่กับชนิดของตราสารหนี้ มีการกำหนดระยะเวลาการจ่ายผลตอบแทนที่ชัดเจน

การลงทุนในรูปแบบหุ้นกู้คืออะไร

หุ้นกู้จัดเป็นตราสารหนี้ ผู้ถือตราสารหรือนักลงทุน “มีสถานะเป็นเจ้าหนี้”มีผลตอบแทนแน่นอนผลตอบแทนที่ได้จะมีความสม่ำเสมอและแน่นอนโดยอยู่ในรูปของดอกเบี้ยอายุตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ โดยความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้ จัดอยู่ในกลุ่มประเภทของการลงทุนระยะยาวได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในบัญชีเงินฝากเราสามารถคาดเดาผลตอบแทนได้มีการกำหนดระยะเวลาการจ่ายผลตอบแทนที่ชัดเจน

ถึงแม้ว่าการลงทุนที่กล่าวมาข้างต้นถึงจะจัดอยู่กลุ่มประเภทของการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลประเมินความสามารถในการชำระหนี้และเช็คเครดิตจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้วยตัวของท่านเองเนื่องจากเป็นการลงทุนเราจึงต้องมีการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบจึงจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจความเสี่ยงของประเภทของการลงทุนอย่างละเอียด

เปิดบัญชีซื้อขายทองคำ

Categories
ความรู้ทั่วไป

การปรับพอร์ตเมื่อเจอวิกฤตหรือเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนไป

ปรับพอร์ตเมื่อเจอวิกฤตสภาวะตลาดเปลี่ยนไป

ปรับพอร์ตเมื่อเจอวิกฤตสภาวะตลาดเปลี่ยนไป…!สิ่งนี้สำคัญหรือไม แล้วทำไมเราต้องปรับพอร์ต การปรับพอร์ตคือการปรับสมดุลพอร์ตสอดคล้องตรงกับสัดส่วนการลงทุนตามที่เราวางแผนไว้ปรับให้ตรงตามความต้องการตามช่วงอายุช่วงเวลาของผู้เล่น และ ที่สำคัญเราควรปรับพอร์ตให้ตรงกับสถานการณ์เศษรฐกิจ ณ ปัจจุบัน และ ในอนาคต ถ้าจะพูดให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ การขายสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนเกินกำหนดออก และ ซื้อสินทรัพย์ที่สัดส่วนต่ำกว่ากำหนดเข้ามา เพื่อบริหารความเสี่ยงให้น้อยลง สามารถทำได้ทั้งการซื้อ-ขาย และ การสลับสินทรัพย์ต่างๆ ตามความเหมาะสมของเจ้าของพอร์ต

ปรับพอร์ตเมื่อเจอวิกฤตสภาวะตลาดเปลี่ยนไป

การปรับพอร์ตเมื่อเจอวิกฤตหรือเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนไป

การปรับพอร์ตเมื่อเจอวิกฤตหรือเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนไป

สถานการณ์ของตลาดอาจมีปัจจัยที่ต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น การปรับพอร์ตจึงเป็นสิ่งที่ควรจะทำ เพื่อรับมือสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสภาวะเศรษฐกิจหรือสภาวะของตลาด มีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การปรับพอร์ต ของแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกัน ต้องดูตามเป้าหมายระยะการลงทุน ว่าลงทุนสั้น หรือ ระยะยาว นอกจากสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง นักลงทุนควรปรับพอร์ตในระยะเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี เราปรับพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยงจากสภาวะตลาด และ เพิ่มโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น การปรับพอร์ต เมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยน ควรหมั่นสังเกตแนวโน้มของตลาดอยู่เสมอ ว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง ควรหาจังหวะ ในการปรับพอร์ตให้ดี เพราะนี้ก็เป็นอีกข้อที่สำคัญ สถานการณ์ในตลาดค่อนข้างที่จะคาดเดาได้ยาก

ถ้าหากว่าสภาวะของตลาดอยู่ในช่วงที่เป็นขาขึ้น

ถ้าหากว่าตลาดเป็นขาขึ้น ควรให้ความสำคัญกับ สินทรัพย์ที่มีโอกาสทำกำไรสูง ปรับสัดส่วนพอร์ตเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งไปทางกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงปานกลางมีโอกาสที่เม็ดเงินจะไหลไปยังกองทุนรวมหุ้นแล้วลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นแทน 

ถ้าหากว่าสภาวะของตลาดอยู่ในช่วงที่เป็นขาลง

การลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพราะว่าช่วงที่ตลาดเป็นขาลงนั้นคือการแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจ ใน20% ของพอร์ต ก็อาจลดสัดส่วนให้เหลือเพียง 15% ของพอร์ต แล้วไปเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นแทน เน้นไปยังกองทุนรวมตราสารหนี้กองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำเน้นสินทรัพย์ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

ในยุคปัจจุบัน มีนักลงทุนหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย มีสินทรัพย์หลากหลาย ที่เป็นสิ่งล่อตาล่อใจ ให้ทุกคนอยากประสบความสําเร็จ เพราะฉะนั้น นักลงทุนทุกคนควรมีสติรอบคอบทุกครั้งที่มีการลงทุนหรือมีการปรับพอร์ต การปรับพอร์ตนั้นสามารถควบคุมความการลดความเสี่ยงได้ดีกว่าการที่ไม่ปรับพอร์ตเลย ซึ่งความถี่ในการปรับพอร์ตขึ้นอยู่กับพอร์ตของนักลงทุนว่าสัดส่วนเป็นอย่างไร อย่างน้อยควรปรับภายใน 6เดือน ถึง 1ปี เพื่อให้พอร์ตของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เปิดบัญชีซื้อขายทองคำ

Categories
ความรู้ทั่วไป

Chicago Mercantile Exchange (CME) คืออะไร

Chicago Mercantile Exchange (CME) คืออะไร

Chicago Mercantile Exchange หรือ cme แพลตฟอร์มการซื้อขายฟิวเจอร์สและออปชั่นที่ได้รับการควบคุมอย่างถูกต้อง ที่สำคัญ ยังเป็นตลาดฟิวเจอร์สที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา และยังไม่พอ ยังเป็นตลาดตลาดฟิวเจอร์สที่ใหญ่ที่สุดในโลก CME เป็นตลาดหลักทรัพย์ ที่มีหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคเกษตรทรัพยากรธรรมชาติ และโลหะมีค่า ไปจนถึงดัชนีตลาด การเทรด อุตุนิยมวิทยา หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์

Chicago Mercantile Exchange (CME)

CME ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2441 ในฐานะบริษัทที่ไม่แสวงหาผลกำไร

ก่อตั้งโดยการรวมตลาดหลักทรัพย์ขั้นนำสองแห่งเข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือ ชิคาโกและนิวยอร์ก เป็นผู้บุกเบิกการแลกเปลี่ยนทางการเงินในสหรัฐฯ เป็นแพลตฟอร์มแรกสุดที่ทำข้อตกลงสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าคืออะไร…!คือ สัญญาตราสารอนุพันธ์ทางการเงินที่อนุญาต ให้คู่สัญญา ซื้อหรือขายสินทรัพย์ ตามวันที่และราคาที่เรากำหนดไว้ ในอนาคตซึ่งเราจะกำหนดไว้ล่วงหน้า ให้บริการเกือบ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 วัน/สัปดาห์ ตลาด CME Group เป็นตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก และ CME ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2545

แพลตฟอร์มหลักๆในการเทรดของ CME

เป็นระบบออนไลน์ เป็นรูปแบบธุรกิจดิจิทัล โดยใช้ Merc คือการใช้ระบบเทรด CME Globex Trading System ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่คิดเป็น 90% ของธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด และอีกหนึ่งตัวเลือกคือการ Open Outcry ซึ่งเป็นวิธีการซื้อขายแบบดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับ Trading floor ยังคงใช้ท่าทางมือเฉพาะที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 1970 CME ใช้ระบบการซื้อขาย CME Globex เป็นแกนหลักที่ช่วยให้นักเทรดสามารถซื้อขายได้ตลอด ทำให้สามารถเทรดได้จากที่บ้านด้วยระบบเป็นอิเล็กทรอนิกส์ 100%

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์และตราสารต่างๆที่ซื้อขายผ่าน CME เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆด้วยวิวัฒนาการของตลาดหลักทรัพย์ อย่างเช่น

* สินค้าเกษตร (Agricultural commodity)

* ผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราดอกเบี้ยและการเทรด Forex

* คริปโตฯ และโลหะมีค่า

* ดัชนีหุ้นพลังงาน อนุพันธ์สภาพอากาศ และมีผลิตภัณฑ์และตราสารต่างๆอื่นๆอีกมายมาย

CME ดำเนินการอย่างถูกกฎหมายและปลอดภัย 100% เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับการนิยมเป็นที่ยอมรับและปลอดภัย มีระยะเวลาการเปิดดำเนินงานในตลาดมาหลายปี และมีลูกค้าหลายล้านรายทั่วโลก แต่ cme มีข้อเสียตรงที่ นักเทรดคริปโตจะไม่สามารถซื้อและขายเหรียญกับcmeได้โดยตรง แต่ก็ยังสามารถซื้อขาย Bitcoin ล่วงหน้าได้ อย่างไรก็ตามสำหรับทุกท่านที่เป็นนักเทรดมือใหม่ หรือนักลงทุนที่พึ่งเริ่มอยากลงทุน ทุกท่านควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีเงื่อนไขการเทรดที่ดีและตรงใจท่านเลือกโบรกที่มีตัวเลือกตราสารที่หลากหลายที่ท่านคิดว่าเหมาะสมกับตัวท่านเองจะได้เป็นการเริ่มต้นการลงทุนที่ดี

เปิดบัญชีซื้อขายทองคำ

Categories
ความรู้ทั่วไป

เคล็ดลับความสำเร็จของเหล่าคนดังและนักธุรกิจระดับโลก

เคล็ดลับความสำเร็จของเหล่าคนดังและนักธุรกิจระดับโลก

เคล็ดลับความสำเร็จของเหล่าคนดังและนักธุรกิจระดับโลก ความสำเร็จ…? คืออะไร ความสำเร็จ และ ความล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจอ โดย ความสำเร็จ ของแต่ละบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่จุดมุ่งหมายของแต่ละคนที่ตั้งเป้าหมายไว้ ดังนั้นความสำเร็จจึงหมายถึง ความสามารถ การเอาชนะปัญหา อุปสรรค หรือแม้กระทั่งการทำงานให้บรรลุไปถึงจุดมุ่งหมายที่เราวางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ นั้นคือความสำเร็จ การที่คนหนึ่งคนจะก้าวไปสู่การประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างสง่างาม บุคคลเหล่านี้มีวิธีคิดอย่างไร มีการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ค้นหา Passion ให้ตัวเองยังไง ที่พาตัวเองมาไกลถึงระดับโลก เราไปทำความรู้จัก ผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค เหล่าคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก กันครับ ว่าคนเหล่านี้มีวิธีคิดมีเคล็ดลับความสำเร็จอย่างไร

เคล็ดลับความสำเร็จของเหล่าคนดังและนักธุรกิจระดับโลก

Warren Edward Buffett ( วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ )

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ 1930 ที่เมือง โอมาฮา รัฐเนแบรสกา ประเทศ สหรัฐอเมริกา วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็น CEO ของบริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ เป็นสุดยอดนักลงทุนระดับโลก ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก นักลงทุนที่เก่งที่สุดตลอดกาล  และ เป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอันดับที่ 5 ถือครองสินทรัพย์รวม 118,000 ล้านดอลลาร์ และมีสถิติว่าเป็นผู้บริจาคเงินตลอดชีวิตให้กับการกุศลมากที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบันด้วยเงินมูลค่า 46,100 ล้านดอลลาร์วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า สิ่งที่ควรลงทุนมากที่สุดคือ การลงทุนในชีวิตของตัวเอง เพราะตัวเราเอง คือสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุด ดังนั้นเราควรมอง ว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเรารักและอยากทำมากที่สุด เมื่อเรารู้แล้วก็จงลงทุนในสิ่งนั้น เพราะการลงทุนในชีวิตตัวเอง จะไม่สูญหาย ไม่สูญเปล่าแน่นอน ไม่ว่าเราทำไปไหนทำอะไรสิ่งนั้นก็จะยังคงติดตัวคุณไปตลอดและไม่มีใครจะขโมยไปจากตัวคุณได้  

Warren Edward Buffett ( วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ )

Jack Ma ( แจ๊ค หม่า )

แจ๊ค หม่า หรือ หม่ายุน เกิดวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2507 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ครูสอนภาษาอังกฤษที่เมืองหางโจวผู้ยากจน สู่ อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของจีน เศรษฐีชาวจีนอันดับ 20 ต้นๆ ของโลก เจ้าของ Alibaba.comซึ่งเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซอันดับต้น ๆ ของจีน และกำลังจะเสนอขายหุ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์กอย่างหวือหวา สามารถทำให้อาลีบาบามีมูลค่าตลาดอันดับต้น ๆ ของโลก แจ๊ค หม่า มีแนวคิดที่ว่า มองให้ไกล แล้วพยายามไปให้ถึง เขาเชื่อว่า ผู้นำที่ดี ต้องเป็นคนที่มองการณ์ไกลและต้องอยู่นำหน้าคู่แข่ง 1 ก้าวเสมอ “แม้ว่าคุณจะทำผิดพลาดเป็น 100 ครั้ง หรือ 1,000 ครั้ง คุณจงอย่ายอมแพ้  เพราะความผิดหวังจะเป็นแรงผลักดัน ให้คุณต้องฝึกซ้อมให้มากยิ่งขึ้น ความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ กุญแจที่จะพาเราสู่ความสำเร็จ คือ การที่เราต้องรักและภูมิใจในงานของตัวเองและไม่ยอมรับคำปฏิเสธง่ายๆ

 

Pablo Ruiz Picasso ( ปาโบล รุยซ์ ปีกัสโซ )

ปาโบล ปิกัสโซ จิตรกรระดับโลกผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ทางด้านศิลปะหลากหลายสไตล์ เป็นบุคคลที่นิตยสารไทม์ยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะที่มีความสามารถหลากหลาย ปัจจุบันผลงานภาพวาดของเขามีมูลค่าสูงมาก อย่างภาพวาดสีน้ำมัน ชื่อ Women of Algiers มีราคาประมูลสูงถึง 179.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,900 ล้านบาทเลยทีเดียว เป็นภาพเขียนราคาแพงที่สุดในโลกปาโบล ปิกัสโซ เกิดเมือวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1881 ที่เมืองมาลากา ประเทศสเปน พ่อของเขาเป็นครูสอนศิลปะในมหาวิทยาลัย ปิกัสโซ บอกว่า “เขาไม่ได้วาดภาพเพื่อเงิน แต่เขาวาดภาพเพื่อยิ่งใหญ่” เขามองเป้าหมายในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น การที่เขาไปถึงเป้าหมายได้นั้นเขาต้องมีการวางแผนและการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ซึ่งต้องใช้ความเชื่อมั่นว่าเขาทำได้ เราสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ เราทุกคนทำได้

ปาโบล ปิกัสโซ จิตรกรระดับโลก

Elon Reeve Musk ( อีลอน รีฟ มัสก์ )

อีลอน มัสก์ เกิด 28 มิถุนายน ค.ศ. 1971 ประเทศแอฟริกาใต้ นักธุรกิจและนักลงทุน ผู้ก่อตั้ง SpaceX ( สเปซเอ็กซ์ ) ธุรกิจการขนส่งทางอวกาศ ซึ่งเขาประกาศไว้ว่าจะพาผู้คนไปท่องอวกาศ และไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร และ CEO ของบริษัท Tesla ( เทสลา ) บริษัทยานพาหนะไฟฟ้า ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สถิติตอนนี้ เรียกได้ว่า เขาเป็น มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และ ล่าสุดกับตำแหน่งบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทมส์ประจำปี 2021 ปัจจุบัน อีลอน มัสก์ มีทรัพย์สินมูลค่า 253,800 ล้านดอลลาร์ ไปดูกันว่าเวลาว่างเขาทำอะไรบ้าง เขาได้ฉายาว่าเป็น โทนี่ สตาร์ก หรือ Iron Man ในโลกจริง อีลอน มัสก์ กล่าวว่า “I think it is possible for ordinary people to choose to be extraordinary.”(ฉันคิดว่ามันเป็นไปได้สําหรับคนธรรมดาที่จะเลือกที่จะไม่ธรรมดา)ก็คือ ทุกอย่างเป็นไปได้สำหรับทุกคน ที่มีความพยายาม ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถเลือกเกิดมารวยได้ แต่เราพยามที่จะทำพยามที่จะประสบความสำเร็จได้ นั่นไม่ใช่อุปสรรคหรือข้ออ้างที่เราจะเลือกประสบความสำเร็จในชีวิต

จุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งความสำเร็จในชีวิตของเรา เริ่มง่ายๆ ด้วยการตอบคำถามที่ว่า อะไร คือ สิ่งที่เราอยากทำอะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข และ คิดว่าจะทำมันออกมาได้ดี นั้นแหละสิ่งแรกที่เราควรต้องเริ่มทำ กำหนดเป้าหมายให้ตัวเอง ถ้าเราไม่ได้กำหนดเป้าหมาย เราก็ไม่รู้ว่า จุดไหนคือ คำว่า “ความสำเร็จ”

เปิดบัญชีซื้อขายทองคำ

Categories
ความรู้ทั่วไป

5 คำถามสำคัญก่อนการลงทุน

5 คำถามสำคัญก่อนการลงทุน

5 คำถามสำคัญก่อนการลงทุน คำว่า “การลงทุน” มักจะต่อท้ายด้วยคำว่า “มีความเสี่ยง” ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนเสมอ” ฉะนั้น ผู้ลงทุนทุกท่านควรศึกษา หาความรู้ ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับบริษัท หรือ สินค้า ที่น่าสนใจ เงื่อนไขการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ดังนั้นบทความนี้ เราจะมาทบทวนคำถามต่างๆ ก่อนการลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้เงินในมือคุณ สูญหายโดยเปล่าประโยชน์ หรือ หายไปกับความไม่รู้คุณ

“การลงทุน” มักจะต่อท้ายด้วยคำว่า “มีความเสี่ยง” ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนเสมอ”

1.การรู้จักตัวเองให้ดีก่อนลงทุน

เราพบว่าหลายๆคน อยากลงทุน ซึ่งบางคนยังไม่มีความรู้ เรื่องการลงทุนเลย ปัจจัยแรกของการลงทุน คือ สถานภาพทางการเงิน ต้องมีการจัดสัดส่วนของ รายได้ / รายจ่าย / เงินเย็นเงินนอน / เงินเก็บ ต้องคำนวณภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ว่าเรามีสภาพคล่อง ทางการเงินมากน้อยแค่ไหน ถ้าเกิดมีคำถามขึ้นมาในหัวว่า“มีเงินทุนเท่านี้ ลงทุนอะไรดี” คำถามนี้แปลว่าเรา ยังไม่รู้จักยังไม่มีความรู้ด้านการลงทุนเลย ฉะนั้นอับดับแรกศึกษา หุ้น ที่เราอยากจะลงทุนให้ดี ว่าตัวไหนเหมาะสมกับสถานภาพทางการเงินของเรามากที่สุด โดยไม่ให้เกิดผลกระทบตามมาในภายหลัง

2. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับการลงทุนบ้าง

เมื่อรู้จักตัวเองแล้ว ต่อไป สิ่งที่เราควรรู้ คือการรู้จักศึกษาเรื่องการลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุสิ่งทีี่หลายๆคนตัดสินใจลงทุนเป็นอย่างแรกคือ การเล่นหุ้น สำหรับการลงทุนในหุ้นนั้น ต้องอาศัยความรู้ และ ประสบการณ์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจ วิเคราะห์สภาวะอุตสาหกรรม ของบริษัท ที่เราสนใจลงทุน เราต้องมีทักษะบางอย่างที่เฉพาะตัว ในการมองการวิเคราะห์ต่าง ๆ ศึกษา เทคนิคทำกำไรในตลาดหุ้น พิจารณาข้อดี-ข้อด้อย เกี่ยวกับการลงทุน แต่ละประเภท ให้ดี(ซึ้งตรงนี้ถ้าเราศึกษามากๆ เราจะรู้เองโดยธรรมชาติ)ดังนั้น หากเรามีความพร้อมที่จะลงทุนในหุ้นแล้วรู้จักตัวเอง รู้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนแล้ว เราก็สามารถเริ่มได้เลยสำหรับมือใหม่

3. หุ้นแบบไหนที่ควรจะลงทุน

เมื่อเรารู้จักตัวเองแล้ว ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนแล้ว เรามาดูว่าหุ้นตัวแรกของเราหรือหุ้นแบบไหนที่เราควรจะลงทุน มันขึ้นอยู่กับ กลยุทธ์ของ แต่ละคน การเลือกซื้อหุ้น อยู่ที่ไลฟ์สไตล์ ของแต่ละคน เช่น บางทำงานประจำ จะไปเลือกซื้อหุ้น ที่มีราคาขึ้นลง หวือหวา ก็ไม่ได้ยังไม่แนะนำซึ้ง การเลือกซื้อหุ้นจะเรียกว่าเป็นศาสตรหรือศิลป์อย่างหนึ่ง ก็ว่าได้ เพราะไม่ใช่ว่า ทุกคนที่เล่นหุ้น แล้วจะได้กำไร เหมือนกันทุกคน ถึงแม้ว่า เราจะเล่นหุ้น ตัวเดียวกันก็ตาม นักลงทุนควรรู้จุดอ่อนตัวเองและตั้งกฎเกณฑ์ที่จะไม่เล่นหุ้นที่ไม่ถนัด เพื่อลดความเสี่ยง ให้ตัวเอง >>>>>>>> อ่านบทความเกี่ยวกับ “หุ้นแบบไหน…?ที่คุณควรจะซื้อ”

4.ยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน

ผู้ลงทุนยอมรับความเสี่ยงขาดทุน จากการลงทุน ได้มากน้อยแค่ไหนการลงทุนแต่ละประเภทมีความเสี่ยงมากน้อยแตกต่างกันออกไป ทุกครั้งที่ตัดสินใจลงทุน จึงเท่ากับว่าเราเตรียมใจยอมรับความเสี่ยงที่จะตามมาด้วย หรือ อาจจะได้ผลตอบแทนที่ไม่ตรงไปตามที่คาดหวัง เพราะถ้าหากว่านักลงทุนยอมรับความเสี่ยงไม่ได้เลย จะได้พิจารณาการลงทุนตั้งแต่เริ่มต้น เพราะความเสี่ยงจะ มาพร้อมกับการลงทุนเสมอ

5.เงินเข้าออกจากพอร์ตคุณจะบริหารอย่างไร?

การบริหารเงินในพอร์ตก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญและควรวางแผนไว้เพราะว่านี้เป็นตัววัดว่าพอร์ตของเราจะโตได้ในระยะยาวหรือไม่ เราควรมีแผนการลงทุนที่ชัดเจนว่าจะสะสมเพิ่มเดือนละเท่าไหร่ ปีละเท่าไหร่ ยิ่งพอร์ตใหญ่มากเท่าไหร่ พอร์ตก็จะโตได้มากขึ้นเท่านั้นจะต้องมีการเติมทุนเข้าไปเพื่อสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น นักลงทุนจึงควรวางแผนหาเงินเติมพอร์ตตลอดเวลาและลดการนำเงินจากพอร์ตออกไปใช้จ่ายเพื่อเพิ่มการสร้างดอกเบี้ยทบต้นให้สูงที่สุด สำหรับนักลงทุนมือใหม่อย่าพึ่งรีบร้อนอยากลงทุนเพื่อสร้างผลกำไร ควรต้องไตร่ตรองให้ดีด้วยว่า เงินก้อนนี้ คือ เงินทั้งหมดที่เราถืออยู่พอร์ตหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเราอย่าพึ่งรีบถอน ให้เก็บหรือเติมเพื่อสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น เรียกง่าย ๆ ว่า เงินเก็บสำรองสำหรับตัวเองและครอบครัวในยามที่ฉุกเฉิน ฉะนั้นเงินสำหรับลงทุนควรแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน

เห็นได้ว่าในทุกวันนี้ มีคนสนใจเรื่องการลงทุนกันเป็นจำนวนมาก แม้จะมีความเสี่ยง แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกการลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่น่าพึ่งพอใจ แต่นี้ก็เป็นอีกทางเลือกของนักลงทุน เพราะ การลงทุนเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้ไม่ยาก เริ่มจากศึกษาสิ่งที่สนใจแล้วนำมาต่อยอด ยิ่งมีวางแผนที่ดี การลงทุนก็จะได้ดียิ่งขึ้นไปอีก อ่านเพิ่มเติม วิธีเล่นหุ้น และเทคนิคเอาตัวรอดในตลาดหุ้น จะต้องเข้าใจในสิ่งที่ตนเองกำลังลงทุน

เปิดบัญชีซื้อขายทองคำ

Categories
ความรู้ทั่วไป

การลงทุนแบบ ESG

การลงทุนแบบ ESG

การลงทุนแบบ ESG การลงทุนอย่างยั่งยืน คือการลงทุน ที่สร้างโอกาสรับผลตอบแทน ในระยะยาว ความเสี่ยงต่ำ และ ไม่ผันผวนจนเกินไป เป็นแนวคิดการลงทุน ที่คำนึงถึงการดำเนินงาน ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยวิเคราะห์โอกาส และ ความเสี่ยง ผ่านทางสิ่งแวดล้อม ที่ให้ผลตอบแทน มั่นคงในระยะยาว ลดผลกระทบเชิงลบ ต่อสังคม และ สิ่งแวดล้อม หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การลงทุนแบบ ESG (Environmental, Social and Governance)

การลงทุนแบบ ESG

ESG คืออะไร?

ESG คืออะไร?

E คือ สิ่งแวดล้อม (Environment)

การบริหาร จัดการด้าน สิ่งแวดล้อม อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการดำเนินการ ในการจัดสรรสิ่งแวดล้อมนั้น ขึ้นอยู่กับ การดำเนินงาน ของแต่ละบริษัท แต่ละธุรกิจ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ บริษัทนี้มีการบริหาร จัดการพลังงาน บริหารจัดการทางน้ำ บริหารจัดการทางขยะ บริหารการจัดการด้านมลพิษ เพื่อการฟื้นฟู สภาพแวดล้อม ที่มีผลกระทบ จากการทำงาน ของบริษัท ให้ดีขึ้น

S คือ สังคม (Social)

การมุ่งเน้น การปฏิบัติ ต่อพนักงาน อย่างเท่าเทียม และ เป็นธรรม เรื่องการดูแลสวัสดิการ ของพนักงาน ให้ค่าตอบแทน อย่างสมเหตุผล การส่งเสริม และพัฒนา พนักงาน อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการประกอบธุรกิจ อย่างมีความรับผิดชอบ ต่อลูกค้า คู่ค้า ชุมชน และสังคม

G คือ การบริหารงานที่ดี โปร่งใส และตรวจสอบได้ (Governance)

การบริหารงานที่ดี โปร่งใส เป็นกลไก ในการขับเคลื่อนบริษัท ให้มีคุณค่า เพื่อให้กิจการ เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะบทบาท ของ คณะกรรมการบริหาร ซึ่งทำหน้าที่ ดูแลบริษัท ให้ดำเนินธุรกิจอย่างมี บรรษัทภิบาล และ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการ สร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ผู้ที่มี ส่วนได้เสียของบริษัท

ขณะนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำลังมุ่งส่งเสริม การลงทุนอย่างยั่งยืน การลงทุนอย่างยั่งยืน ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ในระยะสั้น แต่ได้รับความนิยมเป็นที่สนใจมานานหลายสิบปีแล้วอย่าง กองทุนรวม Pax World Fund กองทุนด้านความยั่งยืนแห่งแรกของโลก ที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมมาตั้งแต่ปี 1972

สรุปโดยรวมว่า ข้อดีของ การลงทุนอย่างยั่งยืน นอกจากจะช่วย สร้างผลตอบแทน ที่ดีในระยะยาวแล้ว ยังมีโอกาสเติบโต ไปกับเทรนด์โลกในอนาคต บริษัทที่ใช้หลัก แนวการลงทุนอย่างยั่งยืน จะอยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาด กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า กลุ่มพลังงาน ที่ช่วยลดมลภาวะ ทางการอากาศ มลภาวะที่มีพิษ นอกจากจะช่วยสังคม ยังช่วยลดความเสี่ยงของบริษัท ก็ยังจะอยู่ในเทรนด์อนาคตอีกด้วย ดังนั้น ESG จึงเป็นปัจจัยหลัก อีกหนึ่งทางเลือกที่ดี สำหรับนำมาพิจารณาประกอบ การตัดสินใจ ในการลงทุน ขยายธุรกิจ อย่างไรกำไรตั้งแต่เริ่ม

เปิดบัญชีซื้อขายทองคำ

Categories
ความรู้ทั่วไป

หุ้นแบบไหน…?ที่คุณควรจะซื้อ

หุ้นแบบไหน…?ที่คุณควรจะซื้อ

หุ้นแบบไหน…? ที่คุณควรจะซื้อ เรามักจะเจอ คำถามนี้อยู่บ่อยๆ หรือ มักจะตั้งคำถามนี้ กับตัวเอง อยู่เสมอ เรามาทำความรู้จักกับคำว่า หุ้น กันก่อน หุ้น คือ สิ่งที่ใช้บอก ความเป็นเจ้าของ บริษัท แบบสัดส่วน โดยผู้ถือหุ้น นั้นจะมีฐานะ เป็นเจ้าของบริษัท ความแตกต่าง ของผู้ถือหุ้นนั้น จะต่างกันออกไป โดยที่ว่า ใครถือหุ้นมาก หุ้นน้อย ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น นายA กับ นายB ร่วมหุ้นกันเปิดคาเฟ่ โดยใช้เงินลงทุน 200,000 บาท ลงหุ้นกันตามสัดส่วน นายA ลงทุน 25% คิดเป็นเงิน 50,000 บาท นายB ลงทุน 75% คิดเป็นเงิน 150,000 บาท ผ่านไป 1 ปี คาเฟ่มีกำไร 100,000 บาท ทั้ง นายA และ นายB จะได้รับกำไรตามสัดส่วนการถือหุ้น ในกรณีนี้ A จะได้รับเงินปันผล 25,000 บาท B ได้รับเงินปันผล 75,000 บาท เป็นต้น

หุ้นแบบไหน…?ที่คุณควรจะซื้อ

กลับมาที่คำถามของเราว่า หุ้นแบบไหน…? ที่คุณควรจะซื้อ

หุ้นแบบไหน…? ที่คุณควรจะซื้อ ถามตัวเองก่อน ว่าเรามีเงินเย็นในมือ มากน้อยแค่ไหน เงินที่เราไม่จำเป็น ต้องนำไปใช้ทำอะไร เพราะการลงทุน ย่อมมีความเสี่ยง ถึงแม้ว่าเรา จะศึกษามาดีแล้วก็ตาม หากเกิดกรณีเลวร้าย เราจะทนมองดูพอร์ต ติดลบได้นานแค่ไหน ฉะนั้นเราถ้าเล่นหุ้นด้วยเงินเย็นก็ไม่ต้องกังวล และไม่ต้องรีบขาย แบบขาดทุน การเลือกซื้อหุ้นจะเรียกว่าเป็นศาสตรหรือศิลป์อย่างหนึ่ง ก็ว่าได้ เพราะไม่ใช่ว่า ทุกคนที่เล่นหุ้น แล้วจะได้กำไร เหมือนกันทุกคน ถึงแม้ว่า เราจะเล่นหุ้น ตัวเดียวกันก็ตาม มันขึ้นอยู่กับ กลยุทธ์ของ แต่ละคน การเลือกซื้อหุ้น อยู่ที่ไลฟ์สไตล์ ของแต่ละคน เช่น บางทำงานประจำ จะไปเลือกซื้อหุ้น ที่มีราคาขึ้นลง หวือหวา ก็ไม่ได้ยังไม่แนะนำ เพราะคนที่ทำงานประจำ จะไม่ค่อย มีเวลาติดตามหุ้นตลอด เพราะการซื้อหุ้น ประเภทนี้ต้องซื้อมาขายไป แบบรวดเร็ว คนที่ไม่ค่อยมีเวลา จึงไม่ควรซื้อเก็บหุ้น ประเภทนี้ไว้ในพอร์ต มันเสี่ยงต่อการขาดทุนสูง การเลือกหุ้น เพื่อให้ได้ ผลตอบแทนที่ดี แต่มีความเสี่ยงต่ำ เราควรเริ่มจากการเลือกบริษัท ที่มีความน่าเชื่อถือ มีพื้นฐานดี ไม่มีข่าว หรือ ประวัติเสียหาย จากนั้นรอจังหวะการซื้อ ในราคาที่ถูก แล้วอดทนถือหุ้น ระยะยาว ไม่ซื้อขาย หรือหวั่นไหว กับอะไร ในระยะสั้นๆ ที่เข้า วางแผนการกระจาย ความเสี่ยง ในการลงทุน และติดตามผล อย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ตามแผนที่เราวางไว้ แล้วค่อยขยายธุรกิจ ขยายอย่างไรให้ได้กำไรตั้งแต่เริ่ม

การลงทุนในตลาดหุ้น เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่สามารถช่วยเพิ่ม ความมั่นคงของรายได้ ได้ในระยะยาว

ข้อดีของการลงทุนเยอะ ๆ คือ สามารถซื้อหุ้น ได้เป็นจำนวนมาก ๆ และหลากหลาย เมื่อเจอภาวะหุ้นขึ้น ก็จะได้ผลตอบแทนที่สูง เป็นการลดความเสี่ยง พอร์ตติดลบ แต่ข้อเสีย ของการลงทุนเยอะ ๆ คือ หากหุ้นที่เราถือ ราคาตก ก็จะเจอสภาวะ ขาดทุน เป็นเงินจำนวนมากเช่นกัน

เปิดบัญชีซื้อขายทองคำ

Categories
ความรู้ทั่วไป

3 อันดับความเก่าแก่ของ indicator

3 อันดับความเก่าแก่ของ indicator

Indicator (อินดิเคเตอร์) คือ เครื่องมือชี้วัด เครื่องมือช่วยวิเคราะห์แนวโน้มสภาพตลาด Up-Trend, Down-Trend, Sideways ด้วยเงื่อนไข, สูตรการคำนวณต่าง ๆ ซึ่งผู้เทรดจะใช้ Indicator ในการช่วยตัดสินใจว่าราคาจะขึ้นหรือลง indicator มีอยู่เป็นจำนวนมาก และแบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่หนึ่งอย่างที่นักเทรดต้องสิ่งที่ต้องรู้ไว้ก็คือไม่มี Indicator ใดที่แม่นยำ และแน่นอน 100% เนื่องจาก Indicator เหล่านั้น มาจากการคำนวณตามสูตรคณิตศาสตร์ จึงอาจมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาด บทความนี้เราจึงมาจัดอันดับ indicator ที่เก่าแก่และน่าสนใจมากที่สุด

Moving Average Indicator (MA)

1. Fibonacci Indicator ฟิโบนักชี

Leonardo Pisano Bogollo นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี ผู้แนะนำลำดับฟีโบนักชี กลยุทธ์แบบคณิตศาสตร์ ลำดับของตัวเลข เป็นการตั้งราคาเป้าหมายจากแนวรับและแนวต้าน โดยให้ค่าตัวเลข แบบ Basic โดยตัวเลขเหล่านี้มีวิธีคิด คือ นำตัวเลขตัวหน้า 2 ตัวมาบวกกัน ก็จะได้ตัวเลขปัจจุบันและเพิ่มไปเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่ามีค่าเป็นอนันต์ เช่น (0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, 144, 233 … ) นี้คือการควบคุมด้านเวลา และราคา1วิธีของกลยุทธ์การซื้อขาย Forex เป็นอิดิเคเตอร์ตัวหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ถูกคิดค้นเมื่อทศวรรษที่ 13

Fibonacci Indicator ฟิโบนักชี

2. Moving Average Indicator (MA)

Moving Average การหาค่าเฉลี่ยของราคา หรือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เครื่องมือทางเทคนิคสำหรับการคำนวณค่าเฉลี่ย (Average) ของราคาใน ตลาดหุ้น, ตลาด Forex เป็นการคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาหุ้น ซึ่งวิธีนี้เป็น INDICATOR ที่ทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุด โดยใช้ข้อมูลของราคาหุ้นย้อนหลังตามที่ระยะเวลาที่เรากำหนด เช่น ระยะเวลาย้อนหลัง 5 วัน เราจะใช้ราคาหุ้น 5 วันย้อนหลังนับจากวันปัจจุบัน มาคำนวณด้วยสูตรของค่าเฉลี่ย หรือ ถ้าสนใจระยะเวลาย้อนหลัง 10 วัน ก็หมายความว่าเราจะใช้ราคาหุ้น 10 วันย้อนหลังนับจากวันปัจจุบัน มาคำนวณด้วยสูตรค่าเฉลี่ยที่เราสนใจ MOVING AVERAGE มีหลายประเภท ขึ้นกับวิธีการคำนวณค่าเฉลี่ยทุกประเภทจะใช้หลักการเดียวกัน คือ การหาค่าเฉลี่ยของราคา แล้วนำมาวาดเป็นกราฟเส้น แต่ สิ่งที่แตกต่างกันของ Moving Average แต่ละประเภท คือ การให้น้ำหนักของข้อมูลแต่ละตัวที่แตกต่างกันก่อนนำมาคำนวณค่าเฉลี่ย

Moving Average Indicator (MA)

3. Ichimoku Indicator อิชิโมกุ

อิชิโมกุ ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อปลายทศวรรษ 1950 โดนนาย Goishi Hosoda เป็นนักข่าวชาวญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญในตลาดการเงิน เขาใช้เวลา 30 ปีในการพัฒนาเทคนิคต่างๆ ก่อนที่จะปล่อยออกมาให้แก่ผู้คนใช้จริง  Ichimoku คือ การวิเคราะห์กราฟราคา ที่มีความหลากหลาย อย่างแนวรับ-แนวต้าน หรือยืนยันทิศทางของราคา ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากที่ “ญี่ปุ่น” เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ของการวิเคราะห์ทางเทคนิค นั่นก็คือ “กราฟแท่งเทียนญี่ปุ่น”เราสามารถเข้าใช้ อิชิโมกุ ได้โดยเข้าไปที่ โปรแกรม MetaTrader 4 หรือโปรแกรม MetaTrader 5 เข้ามาที่แท็บเมนู Insert > Indicators > Trend > Ichimoku Kinko Hyo แล้วกดตกลง (อิชิโมกุ) มีเครื่องมือย่อยอยู่ 5 อย่าง ได้แก่
1. Tenkan Sen (เท็นกัง เซ็น) เส้นสีแดงคือเส้นเฉลี่ยค่าคณิตหรือเส้น SMA โดยมีค่าเท่ากับ 9
2. Kijun Sen (คิจุน เซ็น) เส้นสีน้ำเงินคือเส้นเฉลี่ยค่าคณิตหรือเส้น SMA โดยมีค่าเท่ากับ 26
3. Senkou Span A (เซ็นโคว สแปน เอ) ก้อนเมฆสีชมพูหากก้อนเมฆเป็นสีชมพู หมายความว่าราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง
4. Senkou Span B (เซ็นโคว สแปน บี) ก้อนเมฆสีส้มถ้าหากก้อนเมฆเป็นสีส้ม หมายความว่าราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น
5. Chinkou Span (ชินโคว สแปน) เส้นสีเขียวถ้าหากเส้นสีเขียวห่างกราฟราคามาก แนวโน้วนั้นก็จะแข็งแรง หากเส้นสีเขียวติดกราฟราคาหมายความว่าแนวโน้มนั้นไม่แข็งแรงหรือราคาอยู่ในแนวโน้ม Sideway

Ichimoku Indicator อิชิโมกุ

นี้คือ3อันดับ Indicator ที่น่าสนใจที่สุด ในการใช้หลักการ แนวรับ แนวต้าน หรือการประกอบการวิเคราะห์ทางเทคนิคของแต่ละบุคคล ที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อนักเทรดทุกท่าน อย่าลืมหา Indicator ที่ตรงกับสไตล์การเทรดของทุกท่านนะครับ และยังมี อินดิเคเตอร์ ที่น่าสนใจมากโดยเฉพาะ เทรดเดอร์ ที่เทรดแบบ Price Action

เปิดบัญชีซื้อขายทองคำ

Categories
ความรู้ทั่วไป

10 นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

10 นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

ในยุคที่เศรษฐกิจแบบนี้เชื่อว่าหลายๆ คนอยากที่จะประสบความสำเร็จ ในชีวิต คงเริ่มรู้สึกท้อ เพราะผลกระทบที่ได้รับมาจาก การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ซึ้งแม้ว่าในตอนนี้ การแพร่ระบาด จะน้อยลง แต่ก็ทำให้พฤติกรรม การใช้ชีวิตของหลายๆ คนเปลี่ยนแปลงไป มีคนหลายกลุ่ม และ ธุรกิจบางประเภท ที่กำลังจะเติบโต แล้วต้องหยุดตัวลง ในบทความนี้ เราจึงอยากสร้างแรงบันดาลใจ ให้ทุกท่าน มีแนวคิดใหม่ๆ หรือ หลักการ ที่จะประความสำเร็จ จาก 10 นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

10นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

คนที่ 1 Benjamin Graham (เบนจามิน แกรม)

Benjamin Graham (เบนจามิน แกรม)

เบนจามิน แกรม หรือ เบน เกรแฮม เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.1894 เป็นนักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ อาจารย์ ชาวอเมริกันที่เกิดในอังกฤษ เป็นสุดยอดนักลงทุน ระดับตำนานของโลก เรียกได้ว่าเป็น บิดา” ของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ การลงทุนตามมูลค่า ถึงขนาดว่า สุดยอดนักลงทุนอย่าง วอร์เร็น บัฟเฟตต์ ยังต้องเรียก เบน เกรแฮม ว่าอาจารย์ เบน เกรแฮม เป็นเจ้าของ หนังสือ “The Intelligent Investor ” และ “Security Analysis” ทั้งสองเล่มนี้ นับว่าเป็นที่ยอมรับอย่างสูง ในแวดวงการลงทุน แนวคิดหลักๆ ทางการลงทุน ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ของ เบน เกรแฮม คือ “การวิเคราะห์หลักทรัพย์ด้วยเหตุผล แทนการใช้อารมณ์ หลีกเลี่ยงการเก็งกำไร”

benjamin Graham

คนที่ 2 Warren Edward Buffett (วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์)

Warren Edward Buffett (วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์)

วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ 1930 ที่เมือง โอมาฮา รัฐเนแบรสกา ประเทศ สหรัฐอเมริกา วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็น CEO ของบริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ เป็นสุดยอดนักลงทุนระดับโลก ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก แนวคิดหลักๆทางการลงทุน ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ เร็ว ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ”กลัวเมื่อคนอื่นกล้า และ กล้าเมื่อคนอื่นกลัว”

Warren Edward Buffett

คนที่ 3 Philip A. Fisher (ฟิลลิป เอ ฟิชเชอร์)

Philip A. Fisher (ฟิลลิป เอ ฟิชเชอร์)

ฟิลิป ฟิชเชอร์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1907 ที่ซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย ฟิลิป ฟิชเชอร์ เป็นนักลงทุนที่ให้ความสนใจ การลงทุนแบบ ปัจจัยพื้นฐานที่เน้นการเติบโต เน้นการลงทุน ในระยะยาว ระดับตำนาน คนหนึ่งของโลก จนได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งการลงทุน แบบเน้นการเติบโตแนวคิดหลักๆ ทางการลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ทำประสบความสำเร็จ คือ
“ก่อนจะลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง จะต้องหาข้อมูลให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้รู้จักและเข้าใจบริษัทนั้นอย่างลึกซึ้ง แล้วจึงค่อยตัดสินใจลงทุน”

Philip A. Fisher (ฟิลลิป เอ ฟิชเชอร์)

คนที่ 4 Jesse Livermore (เจสซี่ ลอริสตัน ลิเวอร์มอร์)

Jesse Livermore (เจสซี่ ลอริสตัน ลิเวอร์มอร์)

เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ เกิดที่เมือง Shrewsbury, Massachusetts เขาคือนักค้าหุ้นระดับตำนาน ที่นักเทรดทุกคนต้องรู้จัก เขาเป็นนักลงทุน แบบเน้นเก็งกำไร ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จนได้รับฉายาว่า “Boy Plunger” เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ สนใจการลงทุนการค้าหุ้นตั้งแต่เขายังเด็ก เมื่อตอนเขาอายุ 15 เขาได้ลองเก็งกำไรใน Bucket shop (ตลาดหุ้นเถื่อน) ด้วยเงิน $5 นี้คือจุดเริ่มต้น
เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายเรื่อง เขาเคยทำเงินได้มหาศาล จากตลาดหุ้น และ เจ๊งจนหมดตัว อยู่หลายครั้ง เคยทำกำไรได้ 100 ล้านเหรียญ แต่ก็สุดท้ายเหลือแค่ศูนย์ ในเวลาไม่นาน และ ก็กลับมาได้ในหลายๆ ครั้ง สุดท้ายในปี 1940 (อายุ 63) เขาได้ยิงตัวตายที่โรงแรม The Sherry-Netherland ใน Manhattan สิ่งที่เราจะเรียนรู้ได้จาก เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ คือ “ทุกคนไม่ได้เก่งมาแต่เกิด ทุกคนควรใช้พรแสวงในการศึกษาหาความรู้ ทุ่มเททำการบ้าน วางแผนที่ดี มีวินัย ทำให้เรามีแต้มต่อในการแข่งขัน ลองผิดได้ลองถูกได้ จนกว่าเราจะมีความเชี่ยวชาญในแนวทางที่เราถนัด” เพราะเขาเชื่อว่า.“ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์เรา คือ ความเป็นมนุษย์ในตัวเราเอง”

Jesse Livermore (เจสซี่ ลอริสตัน ลิเวอร์มอร์

คนที่ 5 John Bogle (จอห์น ซี. โบเกิล)จอห์น คลิฟตัน)

John Bogle (จอห์น ซี. โบเกิล)จอห์น คลิฟตัน)

” แจ็ค ” โบเกิล เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 ในเมือง Montclair รัฐนิวเจอร์ซีย์ ต้นตำรับกองทุนอิงดัชนี (กองทุนอิงดัชนีเป็นกองทุน ที่ผู้จัดการกองทุนพยายามบริหารผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี ที่ใช้อ้างอิงให้มากที่สุด) เขาเป็นนักลงทุนระดับโลก ที่ได้เปลี่ยนการลงทุนแบบเชิงรุก มาเป็นการลงทุนเชิงรับ หลักการลงทุน แนวคิดหลักๆทางการลงทุนที่ทำประสบความสำเร็จ มีจุดเด่นคือความ “ง่าย” เขาเน้นให้ลงทุนด้วย “สามัญสำนึก” ทำอะไรที่ง่ายๆ ไม่ต้องแปลกพิสดาร จะได้รับผลตอบแทนที่ดี

John Bogle (จอห์น ซี. โบเกิล)

คนที่ 6 Sir John Marks Templeton (เซอร์จอห์น มาร์ค เทมเปิลตัน)

 Sir John Marks Templeton (เซอร์จอห์น มาร์ค เทมเปิลตัน)

เซอร์จอห์น มาร์ค เทมเปิลตัน หรือ จอห์น เทมเปิลตัน เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1912 เขาถูกขนานนามว่าเป็น”นักลงทุนที่เก่งที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบ”จอห์น เทมเปิลตัน เป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าซึ่งเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ ของ เบนจามิน เกรเฮม แนวคิดหลักๆ ทางการลงทุน ที่ทำประสบความสำเร็จ ของ เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน คือ “วัตถุประสงค์หลักในการลงทุนระยะยาว คือการสร้างผลตอบแทนหลังหักภาษีให้สูงที่สุด”

คนที่ 6 Sir John Marks Templeton (เซอร์จอห์น มาร์ค เทมเปิลตัน)

คนที่ 7 William Hunt "Bill" Gross(วิลเลียม ฮันต์ "บิล" กรอส)

 William Hunt “Bill” Gross(วิลเลียม ฮันต์ “บิล” กรอส)

วิลเลียม ฮันต์ “บิล” กรอส หรือ บิล กรอส เกิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1944บิล กรอส นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก เป็นนักลงทุน และ ผู้จัดการกองทุน ชาวอเมริกันเขาได้รับฉายา ว่า “Bond King หรือ ราชาแห่งพันธบัตร”เพราะ การลงทุนในตลาดพันธบัตรของเขา ทำให้เขามีสินทรัพย์รวมกว่า 49,500 ล้านบาท บิล กรอส ให้ความสำคัญ ในการทำงานเป็นอย่างมาก สมาธิ และ การโฟกัส ในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ “เขาไม่ใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างการทำงานเพื่อให้ความสำคัญกับสมาธิ”

William Hunt "Bill" Gross(วิลเลียม ฮันต์ "บิล" กรอส

คนที่ 8 Carl Icahn (คาร์ล ไอคาห์น)

Carl Icahn (คาร์ล ไอคาห์น)

คาร์ล ไอคาห์น เกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2479 ที่ ควีนส์ นครนิวยอร์กคาร์ล ไอคาห์น เป็นนักลงทุน ระดับโลกที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัว จากการเป็นนักลงทุน  เขาประสบความสำเร็จ ติดทำเนียบคนรวยระดับโลก และ เป็นผู้มีวิธีการลงทุน ที่ต่างจากผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง หลักการลงทุน ของ คาร์ล ไอคาห์น ที่ว่าแปลก และ ต่างจากผู้อื่นก็คือ เขาจะเอาตัวเองเป็นศัตรูกับประธานบริษัท หรือ บอร์ดบริหาร โดยเน้นว่าตัวเขาเอง เป็นฝ่ายตัวแทน ของผู้ถือหุ้นรายย่อย และ หั่นกิจการนั้น ออกเป็นชิ้นๆ และ นำไปแยกขาย ด้วยหลักการนี้ ทำให้เขาเข้าซื้อกิจการได้หลายๆกิจการ และ สามารถทำกำไรได้มหาศาล

Carl Icahn (คาร์ล ไอคาห์น)

คนที่ 9 Peter Lynch (ปีเตอร์ ลินช์)

Peter Lynch (ปีเตอร์ ลินช์)

ปีเตอร์ ลินช์ เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1944 เป็นผู้จัดการกองทุน บริหารกองทุนที่มีชื่อว่ากองทุนมาเจลลัน เรียกได้ว่าเป็นผู้จัดการกองทุนในตำนาน เพราะในเวลา13ปี เขาสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย ทบต้นถึง 29.2% ต่อปี ปีเตอร์ ลินช์มีหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนที่ชื่อว่า “Beating the Street” มีกฎของการลงทุนในหุ้น 25 ข้อ ที่เป็นแนวทางให้กับนักเทรดได้เ็นอย่างดี แนวคิดหลักๆ ทางการลงทุน ที่ทำประสบความสำเร็จ ของ ปีเตอร์ ลินช์ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ในการลงทุนคือ “การทำงานหนัก”

Peter Lynch (ปีเตอร์ ลินช์)

คนที่ 10 George Soros (จอร์จ โซรอส)

George Soros (จอร์จ โซรอส)

จอร์จ โซรอส เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1930 นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายฮังกา เป็นสุดยอดนักลงทุน ระดับโลกอีกหนึ่งคนที่ได้ฉายาว่า “พ่อมดทางการเงิน” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริษัท Soros Fund Management และสถาบัน Open Society Instituteจอร์จ โซรอสมีชื่อเสียงโด่งดังสุดๆ เมื่อปี 1992 จากการเข้าโจมตีค่าเงินปอนด์ จนธนาคารกลางอังกฤษ “ในครั้งนั้น จอร์จ โซรอส ทำเงินได้มากกว่า กว่าพันล้านดอลลาร์ จอร์จ โซรอส บริจาคเงินไปทั่วโลกแล้วถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เขามักบอกกล่าวเสมอว่า “ผมชอบหาเงินให้ได้เยอะๆ ก็เพื่อคืนกลับไปเป็นสาธารณประโยชน์” หลักการในการลงทุน ที่ทำประสบความสำเร็จ ของ จอร์จ โซรอส เขาเชื่อว่า”ราคาได้เคลื่อนที่ ไปถึงจุดสุดของมัน เขาจะเดิมพันในการ วกกลับมาของราคา”

นี้คือ 10 สุดยอดนักลงทุนระดับโลก ที่ประสบความสำเร็จ ตามแนวคิด และ หลักการ การลงทุนในแบบของแต่ละบุคคล Goo Invest Trade หวังว่าบทความนี้ จะมีประโยชน์ไปช่วยในการลงทุน ของทุกท่านไม่มากก็น้อย ขอบพระคุณครับ

เปิดบัญชีซื้อขายทองคำ