LOGO Goo Invest
Categories
การลงทุน ข่าวหุ้น ธุรกิจ ลับ เศรษฐี นอกตำรา

เศรษฐกิจไม่ดี เพราะโควิด หรือเพราะคุณ

เศรษฐกิจไม่ดี เพราะโควิด หรือเพราะคุณ?

         เศรษฐกิจไม่ดี เพราะโควิด หรือเพราะคุณ อย่าโทษแต่สิ่งรอบข้างจนลืมมองตัวเอง คนเรามักโทษสิ่งอื่นเสมอแต่ไม่เคยมองตัวเอง โควิด19- ทำให้ทำงานไม่ได้ ต่อให้เจอวิกฤตอะไรคุณก็โทษได้ทั้งนั้น ที่ผ่านมาเห็นแต่คนโทษเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าเมื่อไหร่ 20 หรือ 30 ปีก็มีแต่คนบอกเศรษฐกิจไม่ดี ไม่เคยเห็นเลยที่บอกเศรษฐกิจดี แต่ทุกช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้เห็นคนประสบความสำเร็จหน้าใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลาแม้จะในช่วงโควิด

เศรษฐกิจไม่ดี เพราะโควิด หรือเพราะคุณ

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมานานเป็นปี ส่งผลกระทบรุนแรงไม่ใช่แค่ เศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ยังรวมไปถึง ภาคธุรกิจ ร้านค้า กิจการ มนุษย์เดือน ฟรีแลนซ์ ที่โดนปรับลดค่าจ้าง ลดค่าใช้จ่าย ภายใน หรือแม้กระทั่ง นักเรียน นักศึกษา ที่ได้รับผลกระทบ จากวิกฤติครั้งนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป และเพื่อให้ทุกอาชีพสามารถผ่านพ้นวิกฤติการเงินครั้งนี้ไปได้ เราจะมาดูวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเอาตัวรอด จากวิกฤติการเงินนี้ได้กัน

1. เศรษฐกิจไม่ดี เพราะโควิด หรือเพราะคุณ ไม่ลดรายจ่ายของความบันเทิง

       ช่วงวิกฤติการเงินสาหัสเช่นนี้ จะใช้จ่ายตามใจชอบเหมือนที่ผ่านมาคงไม่ได้ รายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น รายจ่ายเพื่อความบันเทิงคงจะต้องตัดออกไปก่อน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับสถานะการเงินในช่วงวิกฤติให้ผ่านพ้นไปด้วยดี

2. เศรษฐกิจไม่ดี เพราะโควิด หรือเพราะคุณ ไม่จัดระเบียบกระเป๋าเงินของตนเอง

    กระเป๋าการเงินก็เปรียบเสมือนสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะการเงินของเราในแต่ละช่วงเวลา ยิ่งในช่วงที่มีวิกฤติเรื่องโรคระบาดหนักเช่นนี้ วิธีที่จะสามารถเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดีคือหันมาให้ความสำคัญ จัดระเบียบการเงินในกระเป๋าของเราเอง เตรียมพร้อมรับมือกับทุกเหตุการณ์ โดยแบ่งสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และเงินออมสำรองยามฉุกเฉินไว้ใช้ในอนาคต

3. เศรษฐกิจไม่ดี เพราะโควิด หรือเพราะคุณ สร้างหนี้สินที่ไม่จำเป็น

      เราไม่รู้ว่าโควิด-19 จะไปจากเราเมื่อไหร่ และสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติได้ตอนไหน หนทางการเอาตัวรอดให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้คือ หยุดก่อหนี้ และเคลียร์หนี้สินคงค้างให้เสร็จสิ้น เมื่อหมดหนี้แล้ว เราก็อาจจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการใช้ยอดขั้นต่ำการชำระหนี้มาแปลเปลี่ยนเป็นจำนวนเงินที่เราต้องออมในแต่ละเดือนก็ได้เช่นกันนะคะ นอกจากไม่มีหนี้แล้วยังช่วยให้มีเงินออมเพิ่มขึ้นอีกด้วย

4. เศรษฐกิจไม่ดี เพราะโควิด หรือเพราะคุณ ไม่เคยทำอาชีพเสริม

        สถานการณ์แบบนี้มีรายได้ทางเดียวคงไม่เพียงพอ และเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤติก็คงต้องหาอาชีพเสริม หรือช่องทางเพิ่มรายได้ขึ้นมา เพื่ออย่างน้อย ๆ จะได้ลดปัญหาเรื่องการขาดรายได้จากอาชีพหลักของเรา โดยอาจจะเลือกทำจากสิ่งที่เราชอบ หรือถนัดมาต่อยอดไอเดียหารายได้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะเปลี่ยนจากอาชีพเสริมมาเป็นอาชีพหลักเลยก็ได้ค่ะ

5. เศรษฐกิจไม่ดี เพราะโควิด หรือเพราะคุณ ไม่ระวังเรื่องการลงทุน

      เศรษฐกิจตอนนี้มีความผันผวนสูง หากใครที่คิดว่าการลงทุนอาจจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนมาใช้ชีวิตรอดในช่วงนี้ได้อาจเป็นความคิดที่ไม่ถูกเสมอไป  เพราะเราอาจเสียเงินต้นไปจำนวนมากภายในพริบตา แต่ถ้าสำหรับใครที่ต้องการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง และเป็นระดับความเสี่ยงที่รับได้ แนะนำว่าให้ศึกษาการลงทุนแต่ละรูปแบบ และเงินที่จะนำไปลงทุนควรจะต้องเป็น “เงินเย็น” เท่านั้น

6. เศรษฐกิจไม่ดี เพราะโควิด หรือเพราะคุณ ไม่ติดตามข่าวสารมาตรการจากรัฐบาลและสถาบันการเงิน

        ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ หรือขาดรายได้ให้แก่ประชาชน การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ช่วยเหลือแก่ผู้มีหนี้สิน นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะสามารถเอาตัวรอดให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วงนี้ไปได้

       วิธีการเอาตัวรอดทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวทางหนึ่ง ที่อาจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นจากวิกฤติการเงินในช่วงโควิด-19 ไปได้ไม่มากก็น้อย แต่สุดท้ายแล้วเราต้องหาวิธีการปรับตัว และวิธีการจัดการเงินให้เหมาะสมกับตนเอง แล้วเราก็จะสามาระเอาตัวรอดจากวิกฤติครั้งนี้ไปได้

Categories
การลงทุน ลับ เศรษฐี นอกตำรา

วิธีเล่นหุ้น และเทคนิคเอาตัวรอดในตลาดหุ้น

วิธีเล่นหุ้น และเอาตัวรอดในตลาดหุ้น

วิธีเล่นหุ้น และเอาตัวรอดในตลาดหุ้น ก่อนที่คุณคิดจะก้าวเข้ามาวงการตลาดหุ้น ลองถามตัวเองว่าต้องการอะไรจากที่นี่ คุณจริงจังแค่ไหน กับวงการนี้ ทุกวันนี้คุณเชื่อไหมว่าคนส่วนใหญ่ จะตอบเหมือนกันว่าเล่นหุ้นเพราะอยากจะรวยเหมือนคนอื่น อยากมี อยากได้ อยากเป็นเหมือนคนอื่น เห็นเขาเล่นหุ้นแล้วได้ตังค์เยอะ ก็เลยอยากลองดูบ้าง ถ้าลองสังเกตช่วงที่ตลาดหุ้นขึ้นทุกวัน ๆ ข่าวออกให้ได้ยินทุกวัน  เดินไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึงได้กำไรจากหุ้น นั่นแหละครับ ถึงตอนนั้นแหละครับ หน้าใหม่ มือใหม่เล่นหุ้น แห่กันเปิดบัญชี เปิดพอร์ต กันเพียบ  และยิ่งกลุ่มมนุษย์เงินเดือน อยากขอรวยจากหุ้นบ้าง ไปเปิดบัญชีกันแทบทุกคน และเมื่อเวลาผ่านไป ตลาดหุ้นเริ่มไม่ค่อยจะดี มีอาการขึ้น ๆ ลง ๆ บางวันก็ลงทิ้งดิ่งอย่างแรง คนที่เคยเล่นหุ้นก็ไม่ค่อยจะพูดคุยเรื่องหุ้นกันแล้ว  ที่รู้จักก็ไม่เปิดจอหุ้นคุยกันตอนพักเที่ยง เปลี่ยนไปเล่มเกมแทน ผมก็ถามว่า ทำไมไม่ดูหุ้น ไม่สนใจแล้วหรอ คำตอบที่ได้คือ “ติดดอย” อ่ะพี่ ซื้อแล้วมันก็ลง ไม่กล้าขายทิ้งกลัวขาดทุน ก็เลยต้องปล่อยทิ้งไว้รอมันขึ้นมาค่อยขาย กำไรที่เคยได้ก็หายไปหมด เซ็งเลยเลิกเล่นดีกว่า เห็นไหมครับ ว่าการที่ควรศึกษาให้ดีก่อนการลงทุน มีความสำคัญแค่ไหน มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้างที่จะทำให้เรา ไม่ผิดพลาดในการเล่นหุ้น

วิธีเล่นหุ้น และเทคนิคเอาตัวรอดในตลาดหุ้น gooinvest

วิธีเล่นหุ้น และเทคนิคเอาตัวรอดในตลาดหุ้น

วิธีเล่นหุ้น และเทคนิคเอาตัวรอดในตลาดหุ้น จะต้องเข้าใจในสิ่งที่ตนเองกำลังลงทุน

ในตลาดหุ้นต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ ถ้าใครเข้ามาแล้วเดาเอา ซื้อหุ้นอาศัยดวงและอารมณ์ล้วน ๆ รับรองว่าอยู่ได้ไม่นานครับ และคนส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น ขี้เกียจเรียนรู้ บอกหุ้นมาเดี๋ยวซื้อตาม ก็เพราะแบบนี้แหละครับถึงต้องออกจากวงการนี้ก่อนเวลาอันควร เพราะฉะนั้นก่อนเล่นหุ้นคุณจะต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะศึกษาจากการอ่านหนังสือ หาข้อมูลจากเว็ป หรือ เรียนวิเคราะห์กราฟ ก็แล้วแต่แบบไหนสะดวกก็จัดไป ซึ่งคนเองอาจจะเริ่มจากการ ปรึกษาพูดคุยกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ เพื่อเพิ่มความรู้ และมาพิจารณาด้วยตัวคุณเองอีกครั้ง

ระวังอย่าหลงเชื่อโฆษณาที่สร้าง ผลตอบแทนที่สูง

ตลาดหุ้นกำลังพัฒนาไปในทางที่เสื่อมถอยหนักขึ้นทุกที เสื่อมถอยถึงขั้นการมอมเมาให้นักลงทุนก้าวไปสู่หายนะ ด้วยการโฆษณาเกี่ยวกับซื้อขายเก็งกำไรรายวันด้วยผลตอบแทนที่สูง อีกทั้งปัจจุบันยังมีการอบรมหลักสูตรสอนการซื้อขายเก็งกำไรรายวัน มีจุดขายของหลักสูตรเพื่อจูงใจนักลงทุนรุ่นใหม่และนำผู้ที่อ้างว่าไป ประสบความสำเร็จหรือร่ำรวยจากการซื้อขายรายวัน โน้มน้าวให้นักลงทุนกลายเป็นนักเก็งกำไร ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตราย และอาจสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ที่ขาดประสบการณ์ ไม่มีความรู้ความเข้าใจการลงทุนอย่างลึกซึ้งได้

ระวังถูกล่อลวงด้วยกำไร ที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง

การเทรดเพื่อให้ได้กำไรสูงๆ ทำได้ครับ แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง และไม่ใช่ทุกคน นักลงทุนหลายคนเจ็บมาเยอะกับ การถูกล่อลวงด้วยกำไรที่สูงเกินความเป็นจริง การเทรดไห้ได้กำไรสูงมาพร้อมกับการออกออเดอร์ที่มากตาม หรือที่เราดรียกกันว่า การ Over trade วิธีนี้อาจจะทําให้เงินโตขึ้นในระยะสั้นได้ แต่การจะรักษาให้มันโตต่อเนื่องได้ บอกได้เลยว่ายากมากครับ ในการเทรด มันไม่มีหรอกเทคนิคที่จะการันตีว่ามีกําไรแน่ๆ มีแต่ เทคนิคที่จะช่วยไม่ให้ขาดทุนมากเกินไป คนที่เข้าใจธรรมชาติของการลงทุน จะรู้ว่ามันไม่มีเทคนิคที่ให้กําไร มีแต่เทคนิคที่ไม่ให้ขาดทุน ซึ่งถ้าปกป้องทุนไว้ได้กําไรก็จะตามมาเอง

วิธีเล่นหุ้น และเทคนิคเอาตัวรอดในตลาดหุ้น ต้องรู้ว่า อยากได้กำไรสูง = ความเสี่ยงสูง

การเทรดหรือการลงทุนในหุ้น แน่นอนทุกคนหวังกำไรครับแต่การซื้อขายหุ้นแบบด้วยการอยากได้กำไรที่สูงเกินไป ตามมาพร้อมกับความเสี่ยงที่คุณจะเสียเงินทั้งหมดด้วยครับ การเทรดลักษณะนี้เรียกว่า over trade. การที่ราคามันวิ่งขึ้นไปถึงจุด Peak ได้ เพราะมันสวิงแรงมาก ซึ่งก็ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่าตกลงแล้วเราต้องการความมั่งคั่ง หรือต้องการรวยจากการเก็งกําไรให้เยอะที่สุด?

และคุณยังต้องถามตัวเองต่ออีกว่า “คุณจะสามารถจัดการกับความผันผวนของตลาดบ้าคลังนี้ได้ตลอดหรือไม่? คําตอบก็คือไม่มีทางครับ

เราจึงได้เห็นคนที่พอร์ตโตในระยะเวลาสั้นๆ จากการเทรด over trade แล้วก็จะหายไป เพราะเทรดหนักเกินไปจนเอาไม่อยู่ สุดท้ายก็พอร์ตพัง คนที่โชคดีอาจจะได้เงินจาก over trade เยอะๆ แล้วหันมาเล่นอะไรที่ Leverage ต่ำลง แต่ถ้ายังบ้าคลังเล่น over tade ต่อไปคงจะหมดแน่ ยืนยันจากประสบการณ์จริง

ความเข้าใจผิดๆ ในการเทรด Forex

การลงทุนใน Forex เป็นโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นให้คนทั่วไป สามารถเข้ามากะเก็งกำไรกับความเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ที่แต่เดิมมีเพียง ธนาคารและสถาบันการเงินที่สามารถเข้าทำกำไรกับ Forex ได้ แต่เมื่อโอกาสอันดีนี้ เป็นประตูที่เปิดออกสำหรับทุกคน ได้มีกลุ่มมิจฉาชีพ  ใช้ช่องทางแห่งความหวังของคนทั่วไป เป็นช่องทางในการหลอกลวง หาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง ในปัจจุบัน สิ่งที่ถือเป็นข้อมูลจริงและมั่นใจได้ว่า กองทุนรวม Forex คือ แกงค์ต้มตุ๋นมาดหรู ก็คือ ผลตอบแทนระดับ 20%-100% ว่า พวกเขาสามารถทำได้นั้น ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างมาก เพราะว่าถ้าท่านเคยลงทุนในกองทุนรวมมาก่อน จะรู้ว่ายอดรายได้ผลกำไรจากกองทุนรวมนั้น จะได้มากที่สุดเพียงแค่ 2-3 % ของยอดเงินลงทุนของท่านเท่านั้น และ ถ้าโบรกเกอร์เจ้าได้การันตีผลตอบแทนมากกว่า 100-200 % ให้มั่นใจได้เลยว่า นี่คือโบรกเกอร์จอมปลอม ที่หวังหลอกเอาเงินจากท่านอย่างแน่นอน

Categories
การลงทุน ธุรกิจ ลับ เศรษฐี นอกตำรา

เทคนิคทำกำไร ในตลาดหุ้น

เทคนิคทำกำไรในตลาดหุ้น เคล็ดลับของคนที่ประสบความสำเร็จ

เทคนิคทำกำไรในตลาดหุ้น หลังจากที่คุณลงทุนในตลาดหุ้น ทุกคนคงคาดหวังให้เงินที่ลงทุนเติบโต สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้ตนเอง ซึ่งการลงทุนใน “หุ้น”  ขึ้นชื่อว่าเป็นการลงทุนในตราสารการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด เมื่อเทียบกับตราสารชนิดอื่นๆ อย่างเงินฝาก หรือตราสารหนี้ แต่..อย่าลืมว่าความเสี่ยงของมันก็สูงที่สุดเช่นกัน! มีหลายคนเดินเข้ามาในตลาดหุ้นแล้วเปลี่ยนฐานะกลายเป็นเศรษฐีได้ภายในเวลาไม่นาน ขณะเดียวกันตลาดหุ้นไม่ได้ใจดีกับทุกคน มันทำให้นักลงทุนกลายเป็นคนถังแตกได้เหมือนกันนะ! ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการเลือก “วิธีการลงทุน” ถ้าเลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง ก็มีโอกาสสูงที่ “หุ้น” จะช่วยเปลี่ยนนักลงทุนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐี แต่บางคนที่ลงทุนในหุ้นแบบผิดวิธี เงินทั้งหมดก็อาจจะหล่นหายไปกับตลาดหุ้นได้ บางครั้งอาจถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวจากตลาดหุ้นเลยก็เป็นได้ ทั้งๆ ที่เคล็ดลับในการสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นก็ชัดเจนและง่ายมากๆ คนส่วนมากลงทุนแล้วขาดทุน สาเหตุหลักเป็นเพราะว่า คนส่วนมากหวังจะรวยเร็วจากตลาดหุ้น เลยไม่พอใจกับการได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี จากการเติบโตที่แท้จริงของการลงทุนนี้ แต่ฝันถึงการทำกำไรได้ 50% หรือ 100% ต่อปี โดยเก็งกำไรจากราคาหุ้นที่ขึ้นลงรายวันแทน เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากทำกำไรจากการลงทุนในหุ้น สามารถเริ่มทำได้จาก 5 สิ่งนี้ 

 

เทคนิคทำกำไรในตลาดหุ้น เคล็ดลับของคนที่ประสบความสำเร็จ Gooinvest

เทคนิคทำกำไรในตลาดหุ้น ง่ายๆด้วย 5 สิ่งนี้

1. เทคนิคทำกำไรในตลาดหุ้น ด้วยการ เลิกฟังคนอื่น และ หาความรู้ด้วยตนเอง

ถ้ามีคนนึงขายหุ้น ก็ต้องมีคนนึงซื้อหุ้น และเมื่อมีคนนึงได้กำไร อีกคนก็ต้องขาดทุนเสมอ และพวกข่าวลือ ข่าวล่อ ข่าวหลอก ข่าวลวง ข่าว เหล่านี้เกิดขึ้นปะติดปะต่อกันในตลาดหุ้นทุกยุคทุกสมัย ข่าวเหล่านี้ จะถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ใช้ทำกำไรในตลาดหุ้น เราจะมองเห็นในเรื่องของตลาดหุ้น “เท็จคือจริง จริงคือเท็จ” ตลอด ดังนั้น เมื่อเราได้ยินข่าวมาแล้วควรจะต้องฟังหูไว้หู และใช้วิจารณญาณเฝ้าพิจารณา การที่เดินตามคนอื่น จะทำให้คุณเป็นแกะตาบอด เป้าหมายของคุณคือการเป็นนักเทรดที่ประสความสำเร็จ ไม่ใช่ตามใครซักคนอย่างไม่ลืมหูลืมตา ปล่อยให้เขาจูงจมูก ไม่ว่าจะไปทางไหน ในฐานะนักเทรดคุณจำเป็นต้องมีวิธีการ ขั้นตอนในการวิเคราะห์ตลาด และสามารถทำการ วิเคราะห์กราฟด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใกล้ความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น โดยการวิเคราะห์ด้วยตัวเอง จะทำให้คุณ เป็นคนมีความมั่นใจในตัวเอง  ได้เรียนรู้ในการเทรด แต่ถ้า คุณตามคนที่บอกว่าเขาเป็นมืออาชีพอย่างไม่ลืมหูลืมตา คุณจะทำกำไรได้อย่างไร ถ้าวันหนึ่งมืออาชีพเหล่านั้น ไม่ให้เคล็ดลับ หรือเคล็ดลับของเขามันใช้ไม่ได้อีกต่อไป สิ่งที่คุณเริ่มต้นมาทั้งหมดก็จะเสียเปล่า

2. เทคนิคทำกำไรในตลาดหุ้น ด้วยการ วางแผนการเทรดกลยุทธ์การจัดการเงิน

การกำหนดระดับการขาดทุนที่ยอมรับได้ว่าจะเป็น 1% 2% 3% 4% หรือ 5% ของเงินทุนทั้งหมดนั้น ขึ้นอยู่กับการรับความเสี่ยงได้ของแต่ละคน แต่พยายามอย่าเกิน 7% ของพอร์ต เพราะเวลาเราพลาดต่อเนื่องกันหลายๆ ครั้ง เราจะกลับมาเท่าทุนได้ยาก นักลงทุนที่สามารถทำกำไรได้ในระยาวนั้น มักลดความสำคัญของวิธีการเข้าออก แล้วหันมาสนใจ Reward/Risk มากขึ้น โดยมองเป็นจังหวะเทรดตามหน้างานไป จังหวะไหนที่ Reward/Risk สวยๆ ถึงจะเข้าเทรด (จังหวะที่เรามองว่าเราจะมีโอกาสได้กำไรได้มากกว่าขาดทุน) การตัดขาดทุน (Stop Loss) เป็นสิ่งสำคัญมากในการลงทุนใน DW เนื่องจาก DW มีค่าเสื่อมเวลา (Time decay) และวันหมดอายุ การที่จะถือ Derivative Warrants (DW) ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุด Stop Loss ย่อมมีความเสี่ยงสูง และอาจทำให้เกิดความเสียหายได้อย่างมาก นักลงทุนจึงควรกำหนดจุด Stop Loss ก่อนเข้าลงทุนทุกครั้ง และเมื่อถึงเวลาที่ราคาลงมา ณ จุดนั้นจริงๆ ก็ต้องทำตามแผนอย่างมีวินัยด้วย   อีกอย่างที่สำคัญคือ การเทรด DW โดยการใช้ Leverage ที่สูงเกินตัว หรือมี Position Sizing ในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ เช่น หากนักลงทุนต้องการลงทุนใน DW ที่มีอัตราทด 5 เท่า ด้วยจำนวนเงิน 5 แสนบาท แปลว่าความจริงแล้ว นักลงทุนกำลังลงทุนใน DW ที่มีอำนาจซื้อจริงๆ คือ 2.5 ล้านบาท (500,000 บาท x 5 เท่า) ซึ่งการลงทุนแบบที่เราใช้ Leverage สูงเกินตัว แปลว่า… เรากำลังลงทุนบนระดับความเสี่ยงที่เกินกว่าเราจะรับได้ ซึ่งสิ่งนี้เองอาจทำให้นักลงทุนหมดเงินทุนได้ภายในระยะเวลาไม่นาน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวมักเกิดจากการเทรดโดยใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง อารมณ์ที่ส่งผลต่อการ Overtrade มากที่สุด มี 2 อารมณ์ คือ อารมณ์โกรธและอารมณ์ของความโลภ เมื่อทั้งสองอารมณ์นี้เข้ามาครอบงำการเทรดของนักลงทุนแล้ว อาจส่งผลให้เราทำการเทรดแบบ Overtrade และที่สำคัญคือ เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักผิดพลาดง่ายมาก แถมยังควบคุมได้ยากอีกด้วย ดังนั้น เราควรบริหารความเสี่ยงและดูอัตราทดที่เรารับได้ รวมถึงใช้เงินลงทุนให้เหมาะสมกับอัตราทดที่กำลังจะลงทุนด้วยเช่นกัน

3. ควบคุมอารมณ์ ความโลภ ความกลัว

เนื่องจากการลงทุนหุ้นต้องใช้ทักษะวิเคราะห์เชิงเหตุและผลสูงมาก ทั้งสภาพเศรษฐกิจ พื้นฐานธุรกิจ วิเคราะห์เชิงตัวเลข วิเคราะห์เชิงคุณภาพ การคาดการณ์ความน่าจะเป็นในอนาคต และอื่นๆ ไม่มีทางที่ว่านักลงทุนจะมีทักษะการลงทุนเท่าๆ กัน ซึ่งคุณสามารถ ปรึกษาการลงทุน กับคนที่มีทักษะเหล่านี้มากกว่า ก็จะสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนดีกว่า คนที่ซื้อขายหุ้นตาม “อารมณ์” อย่างเดียวโดยไม่มีการวิเคราะห์ใดๆ

ข้อผิดพลาดของการลงทุนโดยใช้ “อารมณ์” ได้แก่ซื้อหุ้นตามข่าว ตามเพื่อนบอก โดยไม่เคยรู้จักธุรกิจจริงๆ กระจายความเสี่ยงไม่เป็น ทำให้พอร์ตขาดทุนหนัก หุ้นกำไรนิดหน่อยขาย หุ้นขาดทุนเยอะๆ ยังเก็บไว้ หุ้นที่กำไร กำไรนิดเดียว หุ้นที่ขาดทุน ขาดทุนหนักมาก ไม่กล้าลงทุนตอนหุ้นดีๆ ราคาลดลงมา เพราะกลัวราคาจะลงมาอีก รอซื้อหุ้นตอนราคาสูงๆ แล้ว เพราะกลัวจะขึ้นไปอีก และอาจจะมีเหตุผลอื่นๆเพิ่ม ซึ่งข้อผิดพลาดเหล่านี้เอง ที่ส่งผลให้ผลตอบแทนของคนกลุ่มนี้ ได้ผลตอยแทนต่ำกว่าตลาด หรือบางคนอาจขาดทุนหมดตัวจากตลาดหุ้นได้

4. เทคนิคทำกำไรในตลาดหุ้น ด้วยการ อย่าทำตัวเป็นนักพนันมากกว่านักลงทุน

หลายคนเข้าใจกันว่า นักเล่นหุ้นต้องกล้าได้กล้าเสี่ยง เป็นแค่การมองเหรียญเพียงด้านเดียวเท่านั้น ยังมีอีกด้านของเหรียญ ด้านที่ประกอบด้วยความเข้าใจในการลงทุนในหุ้น ความระมัดระวัง ตรรกะและหลักการ มันคือ การประเมินโอกาสชนะและขาดทุนอย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง พูดให้ถูกก็คือจะเล่นหุ้น กล้าได้ กล้าเสี่ยงกับหุ้นที่เราวิเคราะห์มาแล้วอย่างดีเท่านั้นว่า มีโอกาสทำกำไรสูง และมีโอกาสขาดทุนหรือมีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้น ความกล้าได้ กล้าเสี่ยง เป็นแค่ภาพที่คนภายนอกเห็นแค่นั้น แต่นักลงทุนที่เก่งและรวยจริง ๆ จะเสี่ยงมากเมื่อมีโอกาสชนะสูงมาก ๆ เท่านั้น คนที่กล้าได้ กล้าเสี่ยง โดยไม่วิเคราะห์อะไรเลย ควรจะไปเล่นพนันที่มาเก๊าดีกว่ามาเป็นนักลงทุน

5. หัดยอมเป็นผู้แพ้

เทคนิคการทำกำไร ในตลาดหุ้น เราต้องไม่ใช้อีโก้เพื่อเอาชนะในสิ่งที่มูลค่าต่ำกว่าการลงแรงเป็นอันขาด ต้องรีบตัดขาดทุน รีบวางแผนเพื่อหนีก่อนที่ทุกอย่างจะถลำลึกเกินไป ความผิดพลาดถือเป็นบทเรียน ต้องพิจารณาวิเคราะห์ความผิดพลาดของเราเสมอ อะไรคือดี อะไรคือแย่ เราจะต้องเป็นคนมองอะไรหลาย ๆ มุมแล้วเราจะปรับตัวเองได้ เมื่อปรับตัวเองได้ ความผิดพลาดทั้งหลายที่เกิดขึ้น ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ จนในที่สุดจะกลายเป็นจุดเด่นของเรา ตรงไหนเป็นจุดดีให้คงไว้ ตรงหนเป็นสิ่งที่ผิดพลาด ต้องพิจารณาวิเคราะห์สิ่งผิดพลาดที่ผ่านมาและมีการพิจารณาปรับปรุง

การลงทุนในตลาดหุ้นสามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่าการลงทุนในทรัพย์สินอื่นๆ อยู่แล้ว ขอเพียงแค่อดทนกับความผันผวนระยะสั้นและถือครองการลงทุนไปได้เรื่อยๆ

ยิ่งตัดค่าใช้จ่ายและอารมณ์ออกไปได้จากการลงทุนได้มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะทำผลบตอบแทนระยะยาวได้เหนือกว่านักลงทุนคนอื่นๆก็มีสูงมากขึ้นเท่านั้น 

Facebook
Twitter
Categories
การลงทุน ลับ เศรษฐี นอกตำรา

แก้ปัญหาการล้างพอร์ต ด้วยการเลิก 7 นิสัยนี้

แก้ปัญหาการล้างพอร์ต ด้วยการเลิก 7 นิสัยนี้

แก้ปัญหาการล้างพอร์ต เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนจะต้องให้ความสนใจกับคำๆ นี้ เพราะ “การล้างพอร์ต” ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากเจอสักเท่าไหร่ นอกจากหุ้นติดดอย การล้างพอร์ต ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่แค่นึกถึงก็เหมือนเป็นฝันร้ายสำหรับนักลงทุน ซึ่งในการเทรดนักลงทุนแทบทุกคนอาจจะต้องเคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์ล้างพอร์ตเช่นนี้กันมา ไม่มากก็น้อย บางคนเทรดเท่าไร ก็ล้างพอร์ตตลอด ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่สร้างความสูญเสียและเจ็บปวดใจกันไปไม่น้อยเลยทีเดียว สาเหตุของการที่ทำให้ทุกคนต้องล้างพอร์ต มีหลายอย่างด้วยกัน ทั้งในเรื่องของการขาดความรู้ เรื่องของการควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ โดยในบทความนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุกันว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมถึงเกิดการล้างพอร์ต นิสัยแบบไหนที่ทุกคนไม่ควรเอามาใช้ในการเทรด นิสัยแบบไหนที่ควรแก้ไขปรับปรุง เพื่อที่ทุกคนจะได้รอดพ้น จากประสบการณ์ล้างพอร์ตแบบซ้ำๆ และทำให้คุณเทรดได้อย่างมีสติมากขึ้น

แก้ปัญหาการล้างพอร์ต ด้วยการเลิก 7 นิสัยนี้ gooinvest

แก้ปัญหาการล้างพอร์ต ด้วยการเลิก 7 นิสัยนี้

1 . แก้ปัญหาการล้างพอร์ต ด้วยการเลิกนิสัยขยับจุด Stop loss (SL)

สำหรับนักลงทุนบางท่าน เมื่อใกล้ถึงกำหนดจุดตัดขาดทุนหรือ Stop loss นักลงทุนบางคนอาจจะไม่กล้าที่จะตัดใจยอมขาดทุน จึงทำให้เลือกที่จะขยับจุด Stop loss ไปเรื่อยๆ เพราะหวังว่าอาจจะยังคงทำกำไรได้ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้สำหรับบางคนอาจจะเลือกที่ยกเลิกจุด Stop loss ไปเลยก็มี จนทำให้นำไปสู่การล้างพอร์ต

2. นิสัยการเทรดเข้าข้างตัวเองและหาเหตุผลต่าง ๆ มารองรับความคิดตัวเอง

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น ในบางครั้งเมื่อเล่นสวนทางกับตลาด นักลงทุนบางคนจะไม่ยอมรับว่าตัวเองนั้นเล่นผิดทาง แต่กลับพยายามหาเหตุผลอื่น ๆ ที่มาสนับสนุนความคิดของตนเองอย่างการมองหาแนวรับแนวต้านอื่น ๆ เพิ่ม หรือมองหาเทคนิคอื่น ๆ เพิ่ม บางคน พอรู้ตัวเองว่า นิสัยการเทรดแบบนี้ไม่ดี แก้ไขได้เลย อันนี้ก้อโชคดี แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ บางเรื่องแก้ไขกันเป็นปี จนบางทีกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีทางแก้ได้ เพราะล้มเลิกไปเอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือนิสัยนั้นยากยิ่ง ต้องรู้ซึ้ง และพร้อมยินยอมแก้ไขทั้งร่างกายและจิตใจเท่านั้น เราจึงมักเห็นคนที่ต้องล้ม หรือพลาดหนักๆจนเข็ดขยาดเท่านั้นจึงจะยอมเลิกนิสัยการเทรดที่ทำให้พลาดได้บ่อยๆนั้นได้

3. แก้ปัญหาการล้างพอร์ต ด้วยการเลิก นิสัยหาเหตุผลมารองรับความผิดพลาดของตัวเอง

นิสัยคุณเป็นอย่างไร มันจะสะท้อนออกมาจากพฤติกรรมการเทรดทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกหุ้น ไปจนถึงทำกำไร ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า “ยิ่งรู้จักตัวเองยิ่งมาก ยิ่งเทรดได้ดี” เพราะการที่เรา รู้จักพฤติกรรมตัวเองมาก ยิ่งควรต้องรู้ข้อดีข้อเสีย ของการสั่งซื้อ สั่งขาย การวิเคราะห์หุ้น รูปแบบการคัดกรอง ว่าละเอียด รอบคอบ เหมาะสมอย่างไร? การค้นหาตัวตน หรือสไตล์ของตัวเองนั้น มิใช่เรื่องง่าย ซึ่งจริงๆ มีตัวช่วยมากมายที่นิยมทำการคือแบบทดสอบที่ช่วยบ่งบอกตัวตน แต่แน่นอน นั่นแค่คร่าวๆ เท่านั้น วิธีการที่ควรเริ่มทำคือ เขียนออกมา เราเป็นคนแบบไหน ชอบอะไร และหัวข้อที่สำคัญคือ เวลาพบเจอเหตุการณ์ใด ควรจดอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไว้ด้วยว่า ชอบไม่ชอบ ยิ่งละเอียดยิ่งดี ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้ สังเกตุ และพยายามแก้ไข ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการเทรดได้มากๆ เลยทีเดียว เมื่อเกิดความผิดพลาดจากการเทรดซึ่งเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากตนเอง นักลงทุนบางคนอาจจะเลือกที่จะโยนความผิดพลาดนี้ไปที่สาเหตุอื่น ๆ เช่น ติดงาน ไม่มีเวลา จนกลายเป็นข้ออ้างที่จะไม่ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเทรดเพิ่มเติมจนนำไปสู่การล้างพอร์ต ซึ่งในทางที่ดีนักลงทุนควรจะยอมรับและมองหาวิธีการเทรดให้เหมาะสมกับตนเอง  หรือลองศึกษาการลงทุนใน รูปแบบ Copy trade เพิ่มเติม เพื่อศึกษาเทคนิคการเทรดจากผู้เชี่ยวชาญ

4. แก้ปัญหาการล้างพอร์ต ด้วยการเลิก นิสัยเข้า - ออก ออเดอร์ ด้วยความรู้สึกมากกว่าเหตุผล

ในการเทรดนักลงทุนบางคนมักจะเลือกเข้า-ออกออเดอร์ ด้วยความรู้สึกที่เรียกว่า “คิดว่า” ตามสัญชาติญาณของตนเอง โดยปราศจากการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล และ ขาดความรู้ใน เทคนิควิเคราะห์กราฟ นอกจากนี้ ยัง กลัวขาดทุนไปมากกว่านี้เลยเลือกที่จะปิดออเดอร์อย่างรวดเร็ว ซึ่งในสุดท้ายแล้ว มักจะนำไปสู่การล้างพอร์ตได้ในที่สุด อย่าไปปักใจเชื่อตามที่ตัวเองวิเคราะห์ หรือตามที่ได้ยินได้ฟังจากเหล่ากูรูแล้วซื้อแบบจัดหนัก เพราะความเสี่ยงเกิดขึ้นได้เสมอ ยิ่งซื้อเยอะๆ ก็อาจขาดทุนได้เยอะเช่นกัน ไม่มีใครเก็งกำไรถูกต่อเนื่องกันทุกครั้ง การจำกัดความเสี่ยงและขนาดของการเทรดจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกๆ และที่สำคัญการที่คุณติดตามดูกราฟบ่อยๆ เพราะว่าเมื่อคุณเทรดด้วยเงินจำนวนเยอะ เวลากราฟมันร่วงลง คุณก็จะเห็นจำนวนเงินติดลบที่มันเยอะ จิตใจคุณก็จะรู้สึกกังวล กลัวว่ามันจะร่วงไปอีก คุณเลยเปิดดูกราฟอยู่บ่อยๆเพื่อหวังให้กราฟมันเด้งขึ้นแล้วจะทำให้สบายใจ แต่ถ้าคุณรู้จักใช้ขนาดการเทรดที่เหมาะสม มีการตั้งจุดตัด ขาดทุน และคิดไว้ก่อนเสมอว่า ถ้าโดนตัดขาดทุนจะเสียเงินในจำนวนที่พอรับได้ ขนหน้าแข้งไม่ร่วง แค่นี้ความเครียด ความกังวลก็จะหายไปเยอะเลยครับ ไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบให้รวยเร็วๆ แค่จำกัดความเสี่ยง ให้เป็นและเทรดอย่างมีระบบ รับรองว่าผ่านไปไม่กี่ปีคุณจะรวยกว่าเทรดเดอร์ที่ไม่จำกัดความเสี่ยงแน่นอน

5. นิสัยเปิดออเดอร์ทำ Balance แต่ไม่คำนวณค่าธรรมเนียม

Balance ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ มีความหมายว่า ความสมดุล หรือ ดุลยภาพ แต่ในตลาด Forex หมายถึง “เงินในบัญชี” แต่เป็นจำนวนเงินที่ไม่เรียลไทม์ หากขณะนั้นบัญชีของคุณมีออร์เดอร์ที่ติดลบ แต่คุณยังไม่ทำการปิดออร์เดอร์นั้น Balance ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง คำว่า Balance สำหรับการเทรด forex หมายถึงยอดเงินที่เราฝากเข้าไปในบัญชี ไม่ได้รวมกับ Bonus ที่เรามี หรือหากเราไม่มีโบนัส (ไม่รวมกำไรหรือขาดทุน) เมื่อเราปิดยอดกำไรขาดทุนแล้วยอด Balance คือยอดเงินสุทธิของเราที่เราสามารถอนได้ โดยปกติค่า Balance มักนิยมออกมาเป็นค่า เงินบาท หรือว่าเป็นค่า USD ดอลล่าร์ เช่น ฝากเงินไป 200 $ Balance จะ = 200 $ โดยการเทรดแต่ละออเดอร์ย่อมมีค่าธรรมเนียมในทุก ๆ ออเดอร์ ยิ่งเป็น ออเดอร์ที่เป็น Lot ใหญ่ ๆ หรือถือข้ามวันค่าธรรมเนียม ก็ยิ่งสูงตามไปด้วย ถึงแม้เราจะทำ Balance ได้แต่ต้องมีการหักค่าธรรมเนียมสูง ซึ่งมีโอกาสที่จะนำไปสู่การล้างพอร์ตได้เช่นกัน ซึ่งในทางที่ดีนักลงทุนควรที่จะเลือกออเดอร์ใด ออเดอร์หนึ่งเพื่อทำกำไร

6. นิสัยถอดใจตัดใจยอมเสีย ปล่อยอารมณ์เข้าครอบงำ

การเทรดอย่ายึดติดกับอดีต อย่ายึดติดในราคา การปล่อยให้ราคาหุ้นร่วงลงหนักขึ้นๆ โดยหวังว่ามันจะกลับมาที่เดิมเป็นการตัดสินใจที่ผิดอย่างมาก คนเราต้องหัดยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ต้องกล้าที่จะ Stop Loss ถึงแม้ในที่สุดมันจะกลับมาที่เดิม ถ้าถึงเวลลานั้นค่อยกลับเข้ามาสู้ใหม่ดีกว่า และที่สำคัญ อย่าพยายามเอาคืน เวลาพลาดพลั้งไปแล้ว มันจะส่งผลกระทบต่อเป็นลูกโซ่กับการตัดสินใจครั้งต่อไป หากยิ่งพยายามเอาคืนมากเท่าไร เราก็จะใช้อารมณ์ในการเทรดมากเท่านั้น ด้วยความอยากเอาชนะ จะยิ่งทำให้เราแพ้โดยสิ้นเชิง และอีกอย่าง อย่าคอยแต่เทรดตามคนอื่น หวังรวยทางลัด หวังสบาย เราควรที่จะศึกษาหาความรู้ วางแผน วางระบบ หาความเป็นตัวเอง และทำตามอย่างมั่นใจ แล้วเกี่ยวอะไรกับการควบคุมอารมณ์ เพราะการตามคนอื่นเราตามได้แต่การซื้อขาย เราไม่รู้แท้จริงแล้วคนที่เรา เขาซื้อหรือเขาขายด้วยอะไร ใช้อารมณ์มากน้อยแค่ไหนในการตัดสินใจออเดอร์นั้น

7. แก้ปัญหาการล้างพอร์ต ด้วยการเลิกนิสัยโลภ

สาเหตุของนำไปสู่การล้างพอร์ตที่มักจะพบได้บ่อย เนื่องจากมักจะเป็นกลุ่มที่เข้ามาเทรดโดยปราศจากความรู้ หรือเข้ามาโดยการเชื่อคำโฆษณาต่าง ๆ เช่น การโฆษณาที่ว่าสามารถทำกำไรได้เดือนละ 30 – 50% 

จากข้อมูลข้างต้นนี้เป็นเพียงพฤติกรรมบางส่วนที่มักจะพบได้บ่อยซึ่งอาจกลายเป็นสาเหตุของการนำไปสู่การล้างพอร์ตโดยสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้เทรดต้องมีสำหรับการเทรดคือความรู้และสติเนื่องจากในการลงทุนทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรจะศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุน ซึ่งสามารถ ปรึกษาการลงทุน กับเราได้ฟรี

Facebook
Twitter
Categories
ธุรกิจ ลับ เศรษฐี นอกตำรา

ทรัพย์สินที่คนรวยซื้อ แต่คนจนไม่ซื้อ มีอะไรบ้างมาดูกัน

ทรัพย์สินที่คนรวยซื้อ แต่คนจนไม่ซื้อ

ทรัพย์สินที่คนรวยซื้อ แต่คนจนไม่ซื้อ โดยส่วนมาก เราหลายๆคน คิดว่าคนรวยซื้อบ้านหรู ซื้อซุปเปอร์คาร์ ซื้อกระเป๋าหรูๆ ซื้อรองเท้าแพงๆ แต่นั่นคือสิ่งที่เขาซื้อเมื่อเขารวยแล้ว แต่คนจนมักทำตามคนรวยโดยเลียนแบบซื้อของ ที่เมื่อซื้อแล้วทำให้ตัวเองดูรวย ดูหรู แต่จริงๆแล้วยิ่งซื้อกลับยิ่งจน และยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น เพราะฉะนั้นเรามาดูกันว่าจริงๆ แล้วคนรวยเขาซื้ออะไรกันบ้าง แล้วคนรวยจะซื้อทรัพย์สินจำพวกอสังหาริมทรัพย์   บางคนซื้อหุ้น บางคนซื้อธุรกิจ เพราะสิ่งเหล่านั้นทำเงินให้เขาตลอดเวลาทั้งตอนหลับ และตอนตื่น ทำได้อย่างไรนั้นไปดูกัน 

ทรัพย์สินที่คนรวยซื้อ แต่คนจนไม่ซื้อ Gooinvest

ทรัพย์สินที่คนรวยซื้อ แต่คนจนไม่ซื้อ ดูไม่ยาก สมมุติว่าคุณมีได้รายได้วันละ 300 บาทก็ต้องใช้เวลาประมาณ 100 ปีครับถึงจะมีเงิน 10 ล้าน ถ้าคุณบอกว่าคุณอยากจะมีเงิน 10 ล้านภายใน 10 ปีทำอย่างไรในเมื่อคุณไม่สามารถที่จะเพิ่มเวลาของคุณจาก 24 ชั่วโมงเป็น 240 ชั่วโมงได้คุณก็ต้องหาเครื่องทุ่นเวลา คนรวยเวลาซื้อของเขาจะไม่ใช้เงินสด เขาจะคิดก่อนเวลามีเงินแล้วเอาเงินนี้ไปลงทุนกับทรัพย์สิน พอดอกผลของทรัพย์สินที่ลงทุนไปแล้วไปซื้อรถ เอาผลตอบแทนจากการลงทุนไปซื้อกระเป๋า 

คุณเคยเห็นสามล้อถูกหวยมั้ยครับ ตอนถูกหวยมีเงินเยอะแยะเลย แต่สุดท้ายใช้ไปกับการซื้อทรัพย์สิน ใช้ซื้อของฟุ่มเฟือยในชีวิตประจำวัน โดยไม่แบ่งเงินไปลงทุน สุดท้ายเงินก็หมดแล้วกลับมาจนเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณต้องทำถ้าคุณยังไม่มีทรัพย์สิน หรือมีเงินน้อยคุณต้องเรียนรู้ทักษะในการหาเงิน และ การใช้เงินครับ

7 ทรัพย์สินที่คนรวยซื้อ แต่คนจนไม่ซื้อ

1 . ธุรกิจ

คนรวยที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจของตัวเองระดับหนึ่ง จะมองหาธุรกิจที่ทำแล้วได้รับผลประโยชน์ หรือผลกำไรโดยไม่ต้องลงทุนหรือลงแรงทำงาน หรือ อาจจะมีการลงทุนบ้างแต่เป็นการลงทุนด้วยเงินจำนวนมากเพียงครั้งแรก หลังจากนั้นก็รอรับผลประโยชน์ เก็บดอกผล ที่เรียกกันว่า “ธุรกิจเสือนอนกิน”  เช่น ธุรกิจตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ  , ธุรกิจเช่ารถ  รวมไปถึงธุรกิจเฟรนไซต์ ต่างๆ  จริงๆ แล้วธุรกิจเสือนอนกินมีมากมายหลากหลายรูปแบบ ตามแต่ว่าใครมีความสนใจในเรื่องใด ซึ่ง การที่คุณจะลงทุนทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ควรเป็นธุรกิจที่คุณมีความสนใจจริงๆ ยิ่งถ้าคุณมีความรู้และประสบการณ์แล้วล่ะก็ โอกาสความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม สิ่งที่สำคัญที่สุด นอกจากเงินทุนก็คือ การลงมือทำอย่างจริงจัง เพราะแม้ว่าคุณจะมีเงินมากสักเท่าใด้ หากไม่ลงมือทำ ทุกอย่างก็เท่ากับศูนย์ทั้งสิ้น

2 . รถยนต์

ทุกวันนี้ นักสะสมเก็งกำไรจากรถหายากเริ่มมีจำนวนมากขึ้น และการลงทุนในรถหายากเองก็ได้รับการยอมรับว่าทำกำไรได้ดีไม่แพ้การลงทุนประเภทอื่น  แม้จะต้องใช้เงินต้นทุนที่สูงมากหน่อยและ ต้องใช้ความรู้ด้านประวัติของรถยนต์แต่ละรุ่นอีกสักนิดนึง   แต่รถยนต์ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนรวยซื้อ  แต่ละคนมีมุมมองการซื้อรถแตกต่างกัน คนรวยมองเรื่องการลงทุน คนจนมองเรื่องการใช้งาน บางคนซื้อตามคนอื่น ขาดการวางแผน ทำให้ตัวเองเดือดร้อนมีหนี้สินพะรุงพะรังในระยะยาว  แทนที่จะได้กำไร กับได้หนี้สินแทน

3. อสังหาริมทรัพย์

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์  ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน คอนโด บ้าน ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน และอื่นๆ อีกมากมาย นับวันยิ่งมีนักลงทุนทั้งมือเก่าและมือใหม่ เข้ามาให้ความสนใจกันมากขึ้น นั่นเป็นเพราะการลงทุนอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ในขณะที่ใช้เงินลงทุนเพียงน้อยนิด ถ้าคุณเรียนรู้วิธีและเทคนิคในการลงทุน   ก็จะสามารถทำกำไรให้คุณได้ไม่น้อย

4. ทรัพย์สินที่ลงทุนได้

หมายถึง พันธบัตร กองทุน และหุ้น เพราะทรัพย์สินประเภทนี้ มักจะมีเงินปันผลตอบแทน ในระยะเวลาที่แน่นอน และในขณะที่คนรวยอีกหลายคนก็เลือกที่จะซื้อหุ้น เพราะเล็งเห็นการเติบโตในอนาคตในระยะยาว และสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล เมื่อขายมันออกไป ซึ่งการเทรดหุ้น ต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับตลาด และ การเทรด แต่ปัจจุบัน นักลงทุนเริ่มใช้ เทคนิคการ Copy Trade เพื่อประหยัดเวลา ไม่ต้องมานั่งเทรดเอง โดยมีแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น แผนการออม 3000 เพื่อพิชิตเงิน 1 ล้านบาท โดยข้อดีของทรัพย์สินประเภทนี้ก็คือ มันสามารถทำกำไรได้ง่าย และเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายกว่าทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์

5. ทรัพย์สินทางปัญญา

หมายถึง สิทธิบัตร, เครื่องหมายการค้า, แบรนด์และลิขสิทธิ์ ข้อดีของทรัพย์ทางปัญญาก็คือ ความสามารถในการขยายธุรกิจได้ โดยไม่มีขีดจำกัด เพราะเมื่อคุณเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาแล้วมีคนมาเช่าแล้ว คุณก็ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม มีแต่รายรับเข้ามาแบบทวีคูณ เช่น ตัวการ์ตูนโดเรมอน ที่มีอยู่หลายคาแรคเตอร์มาก ๆ ซึ่งแต่ละคาแรคเตอร์เมื่อถูกสร้างขึ้นมาแล้ว ก็สามารถทำเงินได้แบบไม่รู้จบ

6. โลหะที่มีมูลค่า

ทองคำเป็นสิ่งที่คนนิยมซื้อเพื่อสะสม ลงทุน และเก็งกำไร การที่หลาย ๆ คนเลือกลงทุน ซื้อทองคำ มีเหตุผลหลายอย่างด้วยกัน เช่น การเปลี่ยนเงินออมให้เป็นทรัพย์สินเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง การลงทุนในทองคำนั้นยังเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างผลตอบแทนที่ดี และอาจทำกำไรระยะสั้นได้สูงอีกด้วยนะครับ แต่ปัจจุบันราคาทองคำมีความผันผวนมาก นักลงทุนต้องศึกษา ทั้งเรื่องราคาและการเก็บรักษาด้วยนะครับ

7. ลงทุนกับโซเชียลมีเดีย

ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่  ต่างหันมาใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) ในการทำการตลาดเกือบทั้งหมด เพราะตระหนักดีว่าเป็นช่องทางหนึ่ง ในการโฆษณาสินค้าและขายสินค้าได้เป็นอย่างดี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถ้ามีก็ไม่มากหากเทียบกับการทำตลาดในรูปแบบอื่น ๆ ที่สำคัญมีประสิทธิภาพเยี่ยม การลงทุนรูปแบบนี้จึงเห็นผลในระยะเวลาอันรวดเร็ว เรียกว่ายุคนี้ผู้ประกอบการรายใด ไม่ใช้โซเชียลมีเดียเท่ากับว่าตกเทรนด์ไปแล้ว

Facebook
Twitter
โหลด Template วิเคราะห์แนวโน้มทองคำ
Front page Stochastic Oscillator Goo Invest

Stochastic Oscillator

Stochastic Oscillator Stochastic Oscillator เป็น indicator ที่เหมาะกับการวิเคราะห์ในตลาด ที่เป็น Sid

Read More »
โหลด Template วิเคราะห์แนวโน้มทองคำ
fibonacci Retracement Goo Invest Trade

Fibonacci Retracement

Fibonacci Retracement Fibonacci Retracement เป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นต

Read More »
Trend Line เทรนไลน์ การตีเทรนไลน์ แนวโน้ม ขาขึ้น Low to Higher Low support แนวรับ หน้าปก Goo Invest

trend line เทรนไลน์

TREND LINE เทรนไลน์ trend line เทรนไลน์ เป็นอีกหนึ่ง เทคนิคการวิเคราะห์กราฟ ที่ได้รับความนิยม และ เท

Read More »
Categories
การลงทุน ธุรกิจ ลับ เศรษฐี นอกตำรา

เลิกเป็นแมงเม่า ต้องทำอย่างไร มาแก้ไขพอร์ทเมื่อหุ้นติดดอย พร้อมกลยุทธ์เด็ดพิชิตลงทุนหุ้นไม่ให้เป็นเม่า

เลิกเป็นแมงเม่า ต้องทำอย่างไร มาแก้ไขพอร์ท หุ้นติดดอย พร้อมกลยุทธ์เด็ด พิชิตลงทุนหุ้น ไม่ให้เป็นเม่า

เลิกเป็นแมงเม่า ต้องทำอย่างไร มาแก้ไขพอร์ทเมื่อ หุ้นติดดอย พร้อมกลยุทธ์เด็ดพิชิตลงทุนหุ้นไม่ให้เป็นเม่า  ไม่ว่าจะมือใหม่ มือเก่า ต่างก็คงเคยเจอ สถานการณ์ที่เลวร้าย มาด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะติดดอย ตกเหว ของติดมือกันเต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้ ก็มักเกิดจากความไม่รู้ขาดประสบการณ์ หลายคนเข้ามาในตลาดการลงทุนด้วย ด้วยความเข้าใจผิดๆ ขาดการศึกษา อันเป็นปัจจัยสำคัญ สำหรับหรือการเริ่มต้นของทุกคน ถ้าวันนี้คุณยังเป็นคนหนึ่งที่ ตกอยู่ในสภาวะขาดทุน หรือ ติดดอย และยังไม่สำเร็จในการลงทุน คุณอาจเป็น แมงเม่า ตัวหนึ่งที่กำลังเล่นอยู่กับไฟก็ได้ ลองตรวจสอบ ตัวของท่านดู เลิกเป็นแมงเม่า กันสักที

เลิกเป็นแมงเม่า ต้องทำอย่างไร มาแก้ไขพอร์ทเมื่อหุ้นติดดอย Goo Invest

เลิกเป็นแมงเม่า สัญญาณที่บ่งชี้ว่าคุณจะเป็นเม่าหรือเปล่า

สัญญาณ ข้อที่ 1

สัญญาณ ข้อที่ 1 คือ โลกสวย เชื่อคนง่าย คือ คนที่ชอบซื้อหุ้น และทำตามๆกันกับคนส่วนใหญ่  โดยที่ไม่ยอมคิดด้วยตนเอง ชอบเอาเงินร้อนมาเล่น และที่อันตราย ขั้นสุดคือการเล่นหุ้นด้วยบัญชีเงินกู้ เล่นหุ้นตามกระแส ที่เขาว่าดี มีคนเชียร์ ชอบอะไรที่ง่ายๆ รวดเร็ว และทำกาไรแบบสั้นๆ ไม่ยอมลงทุนอะไรเลย

เพราะคิดว่าแสนจะยากลำบาก แถมไม่เคยศึกษา หรือเรียกกันง่ายๆว่า ทำการบ้าน  ชอบลุยกันสดๆ ตอนตลาดเปิด ชอบหุ้นตัวเล็กๆ เพราะรู้สึกว่าซื้อได้จานวนเยอะ  และวิ่ง 1 ช่อง กาไรหลายสิบเปอร์เซนต์

สัญญาณ ข้อที่ 2

สัญญาณ ข้อที่2 คือ ระยะเริ่มเจอ การขาดทุน เริ่มเข้าใจ และเรียนรู้ว่าสิ่งใดถูกต้อง และควรศึกษา สิ่งใดไม่ควรทำตามในการเทรดหุ้น เริ่มรู้จักและเข้าใจคำว่าความเสี่ยง และความเจ็บปวดรวดร้าว กับเงินที่เสียไปจาก การขาดทุน ซึ่งเม่าเป็นจำนวนมาก มักใช้จังหวะนี้ต้องการที่จะ ดีดตัว ออกจากวังวนความสูญเสียเงิน ในกระเป๋า

จึงเริ่มศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม บ้างก็เริ่มเข้าคอร์สเรียน การสอนวิเคราะห์หุ้น เพื่อเรียนรู้การวิเคราะห์ขั้นพื้นฐานในการลงทุนหุ้น การวิเคราะห์เทคนิคอล การดูกราฟหุ้นต่างๆเป็นต้น แต่อาการของเม่าระยะนี้ยังมั่นใจว่าตัวเองเก๋า และไม่รู้จักว่าจุดไหนคือจุดที่ต้อง cut loss และ let profit run

สัญญาณ ข้อที่ 3

สัญญาณ ข้อที่3 คือ เริ่มมีกลยุทธ์ การลงทุน และศึกษาเทคนิค การคัดเลือกลงทุน ในหุ้นที่ถูกต้องมากขึ้น เริ่มปลงเวลาเห็นหุ้นแดง หรือเริ่มนิ่งเป็น พระอิฐ พระปูน เวลาหุ้นเขียวสยายงดงามในพอร์ท การลงทุน แต่ก็ยังคงไม่มีความแม่นยาในการวิเคราะห์หุ้น ที่ถูกต้องเพราะติดอยู่กับนิสัยเดิมๆ ที่ชอบอะไรง่ายๆ สบายๆ ศึกษาบ้างพอได้กาไร ก็เริ่มปล่อยวาง คิดว่าตัวเองจับทิศทางได้แม่นยาแน่นอน สุดท้ายก็เลยเขียวๆแดงๆ สลับกันไป เทรดหุ้นได้กาไรบ้าง ขาดทุนบ้าง เพราะชอบแหกกฎการเทรดหุ้นที่ตัวเองตั้งเอาไว้เสมอ

สัญญาณ ข้อที่ 4

สัญญาณ ข้อที่4 คือ เริ่มจะเข้าสู่นิพพาน เพราะผ่านร้อนผ่านฝนมาหลายปี หรือไม่ก็เจ็บมาเยอะจนแอบ ร้องเพลง เจ็บจนชินมันกินในหัวใจนั่นเอง เมื่อผ่านวิกฤติต่างๆ มาได้และเริ่มค้นพบสัจธรรม ที่แท้จริงใน การลงทุนและ เทรดหุ้นที่ถูกต้อง อีกทั้งการศึกษา ที่เจาะลึกและ มีวินัยในการลงทุนหุ้น เพิ่มมากขึ้น เริ่มมองอนาคตเป็น เริ่มจับตาอุตสาหกรรมต่างๆ ของหุ้นที่ลงทุนได้ เลิกเล่นหุ้นตามข่าว เลิกตามคนอื่น ไม่สนใจแนวโน้มที่ใครๆ ต่างชักจูงชวนเชื่อ ซึ่งท้ายที่สุด จะหลุดพ้นจากคาว่าแมงเม่า ในตลาดหุ้นได้เพราะระดับนี้ สัญญาณกาไรนั้นชัดเจนมากกว่าขาดทุนอย่างมาก

และนอกจากนี้ การหลุดพ้น จากบ่วงวงจร แมงเม่า ที่แท้จริงก็คือการลงทุนใน สินทรัพย์ ที่มีความเสี่ยงหลากหลาย ทั้งสินทรัพย์ ที่มี ความเสี่ยงต่ำ สินทรัพย์ ที่มีความเสี่ยงปานกลาง และ สินทรัพย์ ที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีการจัด แบ่งพอร์ตการลงทุน ให้เหมาะสมกับเงินเก็บ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน ตราสารอนุพันธ์ การลงทุนใน ตราสารหนี้ หรือแม้แต่การลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ก็ตาม

Facebook
Twitter
โหลด Template วิเคราะห์แนวโน้มทองคำ
Categories
ธุรกิจ ลับ เศรษฐี นอกตำรา

งานอดิเรก CEO ระดับโลก​

งานอดิเรก CEO ระดับโลก

งานอดิเรก CEO ระดับโลก คงสงสัยกันใช่ไหมว่าเขา ทำอะไรกันเวลาว่าง การที่จะต้องไปอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานมันอาจทำให้คุณไม่รู้สึก ผ่อนคลาย อึดอัด เมื่อไม่มีความสุข ใจป่วย ร่างกายก็ป่วยตามไปด้วย ลองแบ่งเวลาพักจากความวุ่นวาย หามุมสบาย ๆ ให้ตัวเองแล้วหา งานอดิเรก ดูบ้าง มันจะทำให้คุณได้ผ่อนคลาย ขึ้นจากสิ่งต่างๆ ที่คุณได้แบกมันไว้

เรื่องลับเศรษฐี งานอดิเรก CEO ระดับโลก goo invest

สถาบันเพื่อ บุคลิกภาพ และ จิตวิทยาสังคม ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ พบว่า การหากิจกรรมทำยามว่าง ช่วยให้มีความสุขในเพิ่มขึ้น หลายเท่าตัว แต่งานอดิเรกดี ๆ ที่หามาทำแล้ว จะคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป เพิ่มความสุขในชีวิต ลดความเครียด ให้คุณใช้เวลากับตัวเองและ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

 

ลองมาดูว่าเรื่อง ลับของเศรษฐีนอกตำรา ของ CEO ระดับโลก กันว่าเขาใช้เวลาว่างของเขาทำอะไรกันบ้าง

 

เผื่อจะเป็นแนวทางให้คุณได้บ้างว่าจะหา งานอดิเรก อะไรทำยามว่างกันได้บ้าง รับประกันว่าทำแล้วดีกรี ความสุข ของคุณเพิ่มขึ้นแน่นอน แล้วจะตรงกับงานอดิเรกสุดโปรดของคุณหรือไม่ ลองมาดูกัน

งานอดิเรก CEO ระดับโลก Bill Gates CEO ไมโครซอฟท์ Microsoft goo invest

 

Bill Gates CEO ไมโครซอฟท์ Microsoft   นับว่าเป็น หนอนหนังสือ ตัวจริงที่ หลายท่านคงจะรู้แล้วว่า Bill Gate คือนักอ่านตัวยง โดยเขาถือคติไว้ว่า A Leader is a Reader แต่นั่นไม่ใช่งานอดิเรกสุดโปรดของเขาเพียงอย่างเดียว 

 

โดยเขาเป็นคนที่ชอบเล่น ไพ่บริดจ์ เอามากๆ ซึ่งคนที่ทำให้เขา ได้รู้จักไพ่บริดจ์ จนติดใจมากขนาดนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน วอร์เรน บัฟเฟตต์ คู่หูของเขานั่นเอง

 

งานอดิเรก CEO ระดับโลก Warren Buffet ประธานและ CEO ของ Berkshire Hathawa goo invest

Warren Buffet ประธานและ CEO ของ Berkshire Hathaway มหาเศรษฐี นักลงทุน หุ้นเน้นคุณค่า หรือ Value Investor หรือ VI เริ่มจับ อูคูเลเล่ เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อหวังจะได้ใจสาวที่ตนชอบ และได้เล่นอูคูเลเล่มาตลอด แถมว่ากันว่า บางครั้งเขายังเล่นแข่งกับ Bill Gates ด้วยซ้ำ

งานอดิเรก CEO ระดับโลก Elon Musk อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Tesla และ SpaceX goo invest

Elon Musk อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Tesla และ SpaceX แม้เขาแทบจะไม่มีเวลาให้กับงานอดิเรกเลย แต่เขาก็มีสิ่งที่เขาสนใจและชื่นชอบอยู่ หนึ่งในนั้นก็คือ ของที่ระลึกจากภาพยนตร์ James Bond เมื่อปี 2013 Elon Musk ใช้เงินไปประมาณ 1 ล้านเหรียญเพื่อซื้อรถ Lotus Esprit ที่ใช้ถ่ายทำในภาพยนตร์“

จากฉากที่สร้างความประทับใจให้เขาตั้งแต่วัยเด็กที่ James Bond ขับ Lotus Esprit ลงน้ำจากท่าเรือแล้วกดปุ่มเพื่อเปลี่ยนเป็นเรือดำน้ำ เขาได้กล่าวว่า ” 

 

นับเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากสำหรับเด็กตัวเล็กๆ ในแอฟริกาใต้อย่างผม ผมเสียใจมากเมื่อรู้ว่ารถคันนี้ไม่ได้เปลี่ยนเป็นเรือดำน้ำได้จริง”  และเขาตั้งใจว่าจะทำการติดตั้งระบบไฟฟ้าของ Tesla เข้าไป” และเขายังเคยพูดติดตลกอีกว่า หลังจากนั้น “ผมจะทำให้มันเป็นเรือดำน้ำได้จริงๆ” นี่มันงานอดิเรกของคนรวยชัด ที่จะเอาของเล่นขนาดนี้มาเล่นได้ แต่ก็นับว่าเป็นการหา ของเล่นใหม่ ให้ตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ งานอดิเรก CEO ระดับโลกอย่าง Elon Musk จะทำตามได้ต้องเงินถึงกันหน่อยนะ

งานอดิเรก CEO ระดับโลก Dick Costolo อดีต CEO ของ Twitter goo invest

Dick Costolo อดีต CEO ของ Twitter ผู้ชื่นชอบการเลี้ยงสัตว์แต่สัตว์ที่เขาเลี้ยงอาจไม่ใข่ หมา แมวเท่านั้นเองเพราะสัตว์ที่เขาหลงไหลนั่นก็คือ ผึ้งนั่นเอง และเขาชอบมันเป็นอย่างมาก โดยครั้งหนึ่ง เขาเปิดเผยกับ Bloomberg ถึง กระบวนการเลี้ยงผึ้งทั้งวงจรได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจมาก 

 

และชอบที่จะใช้เวลากับพวกมัน หากไม่ชอบจริงคงทำไม่ได้นะ การเลี้ยงสัตว์ก็นับว่าเป็นงานอดิเรกอีกอย่าง แต่สัตว์ที่เขาเลี้ยงและหลงไหลนี้อาจไม่เหมือนใครสักเท่าไหร แต่หากเลี้ยง ผึ้งเพื่อธุรกิจ ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีอีกอย่าง

งานอดิเรก CEO ระดับโลก Marissa Mayer CEO สาวของ Yahoo goo invest

Marissa Mayer CEO สาวของ Yahoo ผู้คลั่งไคล้การทำคัพเค้กอย่างมาก ถึงขนาดซื้อตำรับเมนูคัพเค้ก เพื่อคิดค้นสูตรลับเฉพาะของตัวเองเลยทีเดียว เพื่อนๆลองหาเวลาว่างทำ อาหาร ขนม เค้ก ดูบ้างก็ไม่เลว ถ้ารสชาติถูกปากใครหลายๆคนอาจเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย

งานอดิเรก CEO ระดับโลก Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple goo invest

Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาโดยเฉพาะ Segway Polo ถึงขนาดที่ไปเข้าร่วมการแข่งขัน Segway Polo World Cup ที่เมือง Cologne ประเทศเยอรมนี มาแล้ว การออกกำลังกาย ไม่ใช่เป็นเพียงทางเลือกที่ดีที่จะหยิบมาเป็นงานอดิเรกเท่านั้น แต่มันยังช่วยให้สุขภาพดีขึ้นอีกด้วย นับว่ายิงปินนัดเดียวได้นกสองตัวเลย

งานอดิเรก CEO ระดับโลก Dieter Mateschitz CEO  Redbull goo invest

Dieter Mateschitz CEO  Redbull นับว่าเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในเรื่องของกีฬา Extreme ไม่เว้นแม้แต่มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัท Redbull นิยมไปสกีที่ออสเตรเลียเป็นประจำ สมกับเป็นเจ้าของบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องความ Extreme จริงๆ

งานอดิเรก CEO ระดับโลก Travis Kalanick CEO Uber goo invest

Travis Kalanick CEO Uber ผุ้หลงไหลในการทำอาหาร เป็นว่างเมื่อไหรต้องหยิบมีด กระทะขึ้นมา ลับฝีมืออยู่เสมอ ฝีมือเชฟ คงไม่ประทับใจท่านอย่างแน่นอน จึงต้องลงมือเข้าครัวเองเช่นนี้

Donald Trump อดีตประธานาธิปดีสหรัฐอเมริกา แม้จะพึ่งหลุดจากเก้าอี้มาได้ไม่นาน แต่ก็ไม่เกี่ยว กับการตีกอล์ฟของเขาเลย เขาชอบการตีกอล์ฟเป็นชีวิตจิตใจกันเลย มากจนถึงขั้นเปิดสนาม เป็นของตัวเอง เลยในชื่อว่า Trump National แถมยังมีการจัดแข่งขัน Championship เป็นประจำอีกด้วย

งานอดิเรก CEO ระดับโลก Mark Zuckerberg CEO Facebook goo invest

Mark Zuckerberg CEO Facebook การวิ่งคืองานอดิเรกสุดโปรดของเขาและเข้ายังตั้งเป้าหมายของเขาคือไว้อีกด้วยคือการวิ่งให้ได้ 365 ไมล์ในปีนี้ หรือ วิ่งวันละ 1 ไมล์ นี่เป็นเพียงเป้าหมายหนึ่งของเขาเท่านั้น นอกจากนี้เขายังตั้งเป้าหมายในการวิ่งให้ท้าทายตัวเองอยู่เสมออีกด้วย

Share Facebook
Share Twitter
โหลด Template วิเคราะห์แนวโน้มทองคำ
Categories
ลับ เศรษฐี นอกตำรา

คิดมาก ขี้กังวล ฟุ้งซ่าน กำจัดได้ง่ายๆ

คิดมาก ขี้กังวล ฟุ้งซ่าน แก้ได้

คุณต้องหมดเวลาไปกับการ คิดมาก ขี้กังวล ฟุ้งซ่าน หรือคิดวนไปวนมากับเรื่องเดิมๆที่ไม่เป็นเรื่องสักเท่าไหรกัน มันไม่เพียงแต่จะสูญเสียเวลาไปเปล่าๆ แต่กลับทำให้ชิวิตคุณยิ่งถอยหลังหรืออย่างดีก็แค่ย่ำอยู่กับที่ แล้วก็ผ่านไปอีกวัน หากคิดจะก้าวหน้ามุ่งสู่การ ประสบความสำเร็จ คุณจำเป็นต้องนำสิ่งที่ไม่นำคุณสู่งเป้าหมายออกไป 

การมีความคิดมันก็เป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้คุณตัดสินใจในสิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุด มันคือ ความสามารถ ทางสติปัญญา ก่อนที่จะทําอะไรบางอย่าง หรือเป็นการประมวล ข้อมูล อาจเป็นคําพูด รูปภาพ เสียง หรือข้อมูลรูปแบบอื่น เพื่อทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เพื่อ แก้ปัญหาต่างๆ ให้บรรลุ นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เราเจอ แต่มันมีความคิดอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เราต้องเกิดปัญหาทางหลักวิชาการเรียกว่า ความคิดเชิงวิพากษ์(Critical thinking)

วิธีแก้ คิดมาก ขี้กังวล ฟุ้งซ่าน goo invest

ความคิดเชิงวิพากษ์(Critical thinking) เป็นทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นทักษะในการ คัดสรรข้อมูลที่เชื่อถือได้ และ ตรงประเด็น มาสนับสนุน หรือปกป้องความคิดของตนเอง แยกแยะ ความเห็นส่วนตัว อคติ และ ตรรกะที่ผิดเพี้ยนจากความจริงได้สามารถ โต้แย้งด้วยเหตุผลที่มีนํ้าหนัก เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของเหตุปัจจัย มองประเด็นได้ หลายแง่มุม จนสามารถ อนุมานข้อสรุปที่ ถูกต้องเชื่อถือได้ในที่สุด

คุณอาจจะบอกกับตัวเองหลายต่อหลายครั้งให้ตัดสินใจสักทีเถอะ เลิกคิดสักที แต่พอผ่านไปแค่ไม่นาน ความลังเลและความหวั่นวิตก ความคิดเดิมๆ ก็วนกลับมาอีกครั้ง จนบางครั้งอาจเสียเป็นค่อนวันหรือเป็นวันๆกับเรื่องเดิมๆ

 

ถ้าหากเป็นเรื่องทั่วไปๆก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายอะไรสักเท่าไหร ก็อาจจะแค่เสียเวลาไปกับการวนคิดไปมา กับเรื่องเดิมๆหรือเรื่อง ที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ ก็เท่านั้นแต่หากเป็นเรื่องที่ทำให้ สภาวะติดใจย่ำแย่ แล้วต้องไปติดกับดักความคิด อยู่แบบนี้นับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายเลยทีเดียว ซึ่งในกรณีทีเลวร้ายๆสุด มันอาจนำคุณไปสู่การเป็น โรคซึมเศร้า ก็เป็นได้

 

สตีฟ จอบส์ เองก็เคยพูดเกี่ยวกับ เรื่อง ความคิด ให้ วอลเตอร์ ไอแซ็กซัน ผู้เขียนชีวประวัติ ของเขาฟัง ดังนี้

“ลองนั่งอยู่เฉย ๆ แล้วสังเกตความคิดของตัวเองดู คุณจะรู้เลยว่าความคิดมันไร้ขอบเขตจริง ๆ และเวลาที่คุณพยายามทำให้มันนิ่ง ก็มีแต่จะแย่ลงเท่านั้น แต่จิตใจของคุณจะสงบลงเองเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก และเมื่อจิตใจของคุณสงบแล้วมันก็จะมีที่ว่างในการรับฟังสิ่งที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น” 

คิดมาก ขี้กังวล ฟุ้งซ่าน สตีฟ จอบส์ goo invest

แม้คุณจะพยายามหยุด ความรู้สึกเหล่านี้แต่มันก็ยังวนกลับมาอีกอยู่ดีและแน่นอนว่า

ทุกคนคงเคยผ่าน สถานการณ์แบบนี้มาบ้าง แล้วจะรับมือกันอย่างไรดี

 

สังเกตความคิดตัวเอง

แทนที่จะไปยึดติดกับความคิด ลองถอยออกมา แล้วสังเกตมันดู ว่าตัวเองใช้เวลาในการหมกมุ่น อยู่กับมันมากแค่ไหน ทำให้คุณได้รู้จักตัวเอง ก่อนว่าคุณต้องใช้เวลาไปกับมันมากแค่ไหน

 

เขียนความคิดของตัวเองลงไป

ลองเขียนความคิดของคุณออกมา ใส่กระดาษทำรายการหัวข้ออกกมา แล้วสรุปเป็นเรื่องๆ หรือหากยังไม่สามารถสรุปได้ ลองนำหัวข้อเหล่านี้ปรึกษาคนอื่นดู เพื่อหามุมมองใหม่ๆ และยังช่วยให้คุณ ได้ระบายความคิด ของคุณออกมา แทนที่จะให้มันวนอยู่ในหัวของคุณ และมันจะวนไปวนมา อยู่เช่นนั้นไม่จบสิ้น

 

กำหนดช่วงเวลาสำหรับการใช้ความคิด

ยังไงการใช้ความคิดก็เป็นสิ่งที่ดี ในการที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจ แต่ก็ควรมีขอบเขตให้มัน แนะนำนำว่าไม่ควรเกิน 30 นาทีต่อวัน ที่จะให้คุณได้จมอยู่ในความคิดเหล่านี้ แต่ก็ไม่ควรแบ่งช่วงเวลานี้ใน ช่วงก่อนนอน เพราะมันจะทำให้คุณ ควบควมเวลาในการใช้ความคิด เกินกว่าที่กำหนด และในช่วง 30 นาทีนี้คุณสามารถที่จะ ปล่อยให้ตัวเองวิตกกังวล ครุ่นคิด ฟุ้งซ่านได้เต็มที่ตามต้องการ แล้วพอหมดเวลา ก็ให้เปลี่ยนไปทำสิ่งอื่น

 

เบี่ยงเบนความคิดของตัวเอง

การที่คุณ คิดมาก ขี้กังวล ฟุ้งซ่าน หรือคิดวนไปวนมามันเป็นเพราะ คุณเอาตัวเองไปจมกับความคิด คนเราไม่สามารถที่จะจดจ่อ กับกิจกรรมสองสิ่งได้ในเวลาเดียวกัน ลองหากิจกรรมหรือ งานอดิเรก ให้กับตัวเอง เพื่อไม่ให้คุณไปจดจ่ออยู่กับความคิด เป็นการเปลี่ยนจุดโฟกัส ให้กับตัวเอง สิ่งที่ยากที่สุด คือการดึงตัวเองออกจากความคิด แล้วหากิจกกรรมอะไรสักอย่างให้ตัวคุณ แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อคุณได้อะไรสักอย่างทำแล้ว คุณจะลืมคิดไปเลยทีเดียว

 

เคารพตัวเอง
คุณอาจจะยังไม่กล้าตัดสินใจ เพราะส่วนหนึ่ง อาจเป็นเพราะคุณไม่ เชื่อมั่นในตัวเอง กลัวความผิดพลาด ความล้มเหลว ซึ่งทำให้คุณลังเลที่จะตัดสินใจ แต่เชื่อเถอะ ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด และในทุกความผิดพลาดนั้นแก้ไขได้ และทุกความผิดพลาดนั้น ทำให้คุณเรียนรู้และ เติบโต

 

คิดมาก ขี้กังวล ฟุ้งซ่าน อาจนำไปสู่ โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าคืออะไร สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วคำว่าโรคซึมเศร้าฟังดูไม่คุ้นหู ถ้าพูดถึงเรื่องซึมเศร้าเรามักจะนึกกันว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากความผิดหวัง หรือการสูญเสียมากกว่าที่จะเป็นโรค ซึ่งตามจริงแล้ว ที่เราพบกันในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกธะรรมดาๆ ที่มีกันในชีวิตประจำวัน มากบ้างน้อยบ้าง อย่างไรก็ตามในบางครั้ง ถ้าอารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอยู่นานโดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือเป็นรุนแรง มีอาการต่างๆ ติดตามมา เช่น นอนหลับๆ ตื่นๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก หมดความสนใจต่อโลกภายนอก ไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ก็อาจจะเข้าข่ายของโรคซึมเศร้าแล้ว

 

คำว่า “โรค” บ่งว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้อาการทุเลา ต่างจากภาวะอารมณ์เศร้าตามปกติธรรมดาที่ถ้าเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวคลี่คลายลง หรือมีคนเข้าใจเห็นใจ อารมณ์เศร้านี้ก็อาจหายได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านอกจากมีอารมณ์ซึมเศร้าร่วมกับอาการต่างๆ แล้ว การทำงานหรือการประกอบกิจวัตรประจำวันก็แย่ลงด้วย คนที่เป็นแม่บ้านก็ทำงานบ้านน้อยลงหรือมีงานบ้านคั่งค้าง คนที่ทำงานนอกบ้านก็อาจขาดงานบ่อยๆ จนถูกเพ่งเล็ง เรียกว่าตัวโรคทำให้การประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ บกพร่องลง หากจะเปรียบกับโรคทางร่างกายก็คงคล้ายๆ กัน เช่น ในโรคหัวใจ ผู้ที่เป็นก็จะมีอาการต่างๆ ร่วมกับการทำอะไรต่างๆ ได้น้อยหรือไม่ดีเท่าเดิม

 

ดังนั้น การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นเป็นคนอ่อนแอ คิดมาก หรือเป็นคนไม่สู้ปัญหา เอาแต่ท้อแท้ ซึมเซา แต่ที่เขาเป็นนั้นเป็นเพราะตัวโรค กล่าวได้ว่าถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โรคก็จะทุเลาลง เขาก็จะกลับมาเป็นผู้ทีจิตใจแจ่มใส พร้อมจะทำกิจวัตรต่างๆ ดังเดิม

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก การเปลี่ยนแปลงหลักๆ จะเป็นในด้านอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม ร่วมกับอาการทางร่างกายต่างๆ 

Share Facebook
Share Twitter
โหลด Template วิเคราะห์แนวโน้มทองคำ
Categories
ลับ เศรษฐี นอกตำรา

อยาก ปลดหนี้ ต้องรู้เรื่อง ดอกเบี้ย

อยาก ปลดหนี้ ต้องรู้เรื่อง ดอกเบี้ย

อยาก ปลดหนี้ ต้องรู้เรื่อง ดอกเบี้ย เรื่อง ดอกเบี้ย ฟังดูแล้วคงเป็นอะไรที่ใกล้ตัวและได้ยินอยู่บ่อย แต่คุณ เคยรู้ไหมว่า พลังของ ดอกเบี้ยทบต้น นั้นมันทรงพลังแค่ไหน หลายคนอาจรู้จักมันในชื่อหลักการ พลังทวีค่า มันเป็นหลักการที่ ทรงพลังเป็นอย่างมาก ที่เป็นใกล้ตัวแต่คุณอาจไม่ได้ศึกษามันอย่างจริงจัง ซึ่งหาคุณได้รู้จักมันแล้ว มันสามารถเป็นเครื่องทุ่นแรง ทำให้คุณสามารถ บรรลุเป้าหมายได้ไม่ยากเลย เราขอยกตัวอย่างเช่น หากคุณมีเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งที่สามารถทำกำไรให้คุณได้ 5% ต่อเดือนในระยะเวลา 1 ปี ด้วยทุน 100,00 บาท พลังของดอกเบี้ยทบต้นนั้น จะสามารถทำให้เงินของคุณกลายเป็น 179,586 บาท หรือหากสามารถทำได้ติดต่อกัน 2 ปี เงินของคุณจะกลายเป็น 322,510 บาท ด้วยเงินทุนเพียง 100,000 บาท เท่านั้น คุณเห็นไหมว่ามันสามารถเติบโตได้อย่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ และหากคุณมีเครื่องมือใดก็ตามที่สามารถทำได้มากกว่า 5% ก็ยิ่งทรงพลังมากยิ่งขึ้นและที่เหลือ คือเวลา ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับ หลักการนี้

แต่หากมองในอีกมุมคือแทนที่เครื่องมือของหลักการอันทรงพลังนี้มันไม่ได้เป็นผู้ใช้ แต่กลับตกเป็นเครื่องมือของหลักการนี้ ก็กลายเป็นว่าแทนที่คุณจะใช้หลักการเพื่อสร้างการเติบโต สร้างความมั่งคั่งให้ตัวคุณเอง แต่กลับตกเป็นเครื่องมือของการนี้แทน และหลายครั้งคุณก็อาจไม่รู้ตัว การที่คุณต้องตกเป็นหนี้นั่นแหละ เพียงแต่ดอกเบี้ยทั่วไปนั้นมักจะคิดเป็นแบบ รายปี แต่การที่คุณต้องเป็นหนี้ แล้วต้องมาเจอ ดอกเบี้ยทบต้นมัน เป็นอะไรที่น่ากลัวมาก หลายคนมีหนี้โตเป็นเท่าตัวโดยไม่รู้ตัว ยิ่งหลายคนที่ไม่รู้เรื่องของการเงิน และไปเป็นหนี้นอกระบบนั้นมันแทบจะตัดอนาคตกันไปเลยทีเดียว

อยาก ปลดหนี้ ต้องรู้เรื่อง ดอกเบี้ย​ Goo Invest

คุณเห็นอะไรจากภาพนี้บ้าง หากคุณต้องการ ปลดหนี้ ยิ่งเป็น หนี้นอกระบบ ด้วยแล้วยิ่งต้องเข้าใจเรื่องของ ดอกเบี้ยทบต้น หรือ เรื่องพลังทวีค่า เพราะมันจะทำให้ หนี้สิน ของคุณเพิ่มเป็นเท่าตัว หรือ หลายเท่าตัว ได้โดยไม่ทันตั้งตัว และหนี้นอกระบบส่วนใหญ่คงหนี้ไม่พ้น อัตราดอกเบี้ย 20% ต่อเดือนนับว่าเป็น สิ่งที่โหดร้ายสำหรับ ลูกหนี้ อย่างคุณแน่นอน เพราะหากคุณ ค้างชำระหนี้ เพียง 1 ปี แล้วต้องเจอกับ เจ้าหนี้โหด แล้วละก็ชีวิตคุณกำลังตกอยู่ใน ความเสี่ยงสูงมาก

สำหรับผู้ที่เป็น ลูกหนี้ในระบบ หรือผู้ที่มีเจ้าหนี้เป็น แบงค์ หรือ สถาบันการเงิน ก็อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะหากยังเป็นหนี้อยู่ คุณไม่พ้นเรื่องนี้แน่นอน แต่อาจจะไม่หนักเท่ากับผู้ที่เป็น หนี้นอกระบบ และมีโอกาศในการ ปลดหนี้ ได้ง่ายกว่า เท่านั้นเอง แม้ จะมี กฏหมายดอกเบี้ย คุ้มครองลูกหนี้ให้เจ้าหนี้สามารถเก็บ ดอกเบี้ยได้ไม่เกิน ร้อยละ 15 ต่อปี แต่คุณลองคำนวนดูให้ดี ภายในระยะเวลา 5 ปี ด้วยหลักการของ พลังทวีค่า หรือ ดอกเบี้ย ทบต้นมันจำให้ หนี้ของคุณเพิ่มเป็นเท่าตัวได้เลยที่เดียว นี่ยังไม่รวมค่าติดตาม ทวงถาม และ ไหนจะต้องเจอคดีความ ติด Blacklist อีกด้วย

อยาก ปลดหนี้ ต้องลด ดอกเบี้ย เข้าเจรจา

หากคุณมาถึงจุดนี้นั่นอาจหมายถึงคุณต้องเป็นหนี้มาระยะหนึ่งแล้วละไม่รู้จะต้องเริ่มแก้ปัญหา ปลดหนี้ อย่างไรงั้นลองมาเริ่มต้น การเดินหน้าแก้ปัญหานี้กัน ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจเจ้าหนี้ก่อนว่าเขาต้องการหนี้เขาคืนเท่านั้นไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใดมากไปกว่าหนี้ที่เขาปล่อยให้คุณ

 

เริ่มต้นด้วย การเจรจา อย่างที่บอก เจ้าหนี้ เขาต้องหนี้เขาคืน มิได้ต้องการมีเรื่องฟ้องร้อง หรือ ต้องมาคอยติดตามคุณ ดังนั้นให้เริ่มต้นจากการเจรจาขอลด ดอกเบี้ย หรือ หยุดดอกเบี้ย ยิ่งหนี้ในระบบ เขามีนโยบายในการปรับโครงสร้างหนี้ และ มีฝ่าย เจรจาหนี้ อยู่แล้วคงไม่ใช่เรื่องยาก 

แต่สำหรับ หนี้นอกระบบ ก็จะต้องเข้าไปติดต่อโดยตรงกับ เจ้าหนี้ ว่าเราไม่สามารถที่จะรับ ภาระดอกเบี้ย ปริมาณมากได้ จึงจำเป็นต้องขอลด ดอกเบี้ย เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยทบต้นไม่ให้ ดอกเบี้ย มันโตเป็น ดินพอกหางหมู ไปเรื่อย

 

นำเสนอ แผนการชำระหนี้ สำหรับหนี้ในระบบ ท่านสามารถยื่น รายรับของท่าน เพื่อเสนอ แผนการชำระ ของท่านให้ เจ้าหนี้พิจารณา ตามกำลังและยืดระยะเวลาการชำระออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับ รายได้ของคุณ แต่สำหรับหนี้นอกระบบ ท่านยิ่งต้องคุยกับเจ้าหนี้ ให้ไวมิฉะนั้นหนี้ของคุณ จะทบต้นไปเรื่อย 

หรืออาจมีการต่อรองลดดอกเบี้ย ที่เกิดขึ้นให้ลดลง และ แจ้งแผนการชำระ ให้กับเจ้าหนี้ทราบ อย่างไรก็ตามข้อสำคัญ หลังการเจรจาเรียบร้อย คือ ห้ามผิดนัดชำระหนี้ อีกเป็นอัน เพราะมันจะยิ่งทำให้ ความน่าเชื่อถือของคุณลดลง และจะหมดโอกาศ การเจรจา อีกต่อไป

 

 

เพิ่มรายได้อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการหา ช่องทางสร้างรายได้เพิ่ม จากเดิม ยิ่งคุณสามารถชำระหนี้ได้ เกินกว่าแผนที่กำหนดหรือเจรจามา จะยิ่งช่วยลด ดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นใหม่และชำระหนี้ได้ไวขึ้น

เรื่อง ลับเศรษฐีนอกตำรา

จากบทความทั้งหมดที่ผ่านมา คุณคงคุ้นชินกับคำว่า ดอกเบี้ยทบต้น กันมากกว่าใช่ไหม ซึ่งมันอาจจะฟังดูน่ากลัวไปสักหน่อย สำหรับคนที่เป็นหนี้ แต่ด้วยหลักการเดียวกันนี้ก็ทำให้เกิดเศรษฐีใหม่ขึ้นหลายคน มันเป็นเรื่อง ลับของเศรษฐีนอกตำรา ที่เขาไม่มีสอนในห้องเรียน และเขาพูดถึงหลักการนี้ว่า พลังทวีค่า จากภาพคุณคงได้เห็นแล้วว่า มันมีพลังแค่ไหน ที่จำทำให้เงินของคุณ งอกเงยได้เพียงแต่คุณต้องมองหากวิธีการ ในการสร้างผลกำไร ให้เติบโตตามอัตรานั้นให้ได้ แม้แต่ผู้ที่เป็นพ่อค้าแม่ขาย ก็สามารถเริ่มต้นศึกษา หลักการของ พลังทวีค่า ได้เพียงแต่คุณต้องรู้จักการขยายการลงทุนหรือธุรกิจของคุณให้เติบโตในอัตราที่คุณวางแผน 

ซึ่งในระบบการเงินนั้นมีหลายช่องทางให้คุณได้เลือกลงทุนไม่ว่าจะเป็น กองทุน หุ้น พันธบัตร ธุรกิจ ดอกเบี้ยเงินฝาก อสังหา อัตราแลกเปลี่ยน  Forex Exchange และอีกมากมาย แต่คุณควรเลือกในสิ่งที่คุณถนัดและนำมาประยุกต์ใช้กับ พลังทวีค่า นี่เป็นหลักการของเศรษฐี หลายต่อหลายคน

และสุดท้ายต้องขอขอบคุณผู้ที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้นั่นได้หมายความว่าคุณกำลังได้เดินในเส้นทางของผู้ที่จะ ประสบความสำเร็จ ได้ในไม่ช้า และอย่าลืมกดติดตามเพจของเราเพื่อก้าวใกล้ความสำเร็จให้มากขึ้นไปพร้อมกับเรา

Share Facebook
Share Twitter
โหลด Template วิเคราะห์แนวโน้มทองคำ