LOGO Goo Invest
Categories
ข่าวหุ้น

ข่าว หุ้น ธุรกิจ วันที่ 3 มกราคม 2565

ข่าวหุ้น เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน Goo Invest Trade

ข่าวหุ้นล่าสุด ข่าวเด่นวันนี้ วันที่ 3 มกราคม 2565

หุ้นยังดี ลงทุนปีเสือ แนะลงทุนนอกกระจายความเสี่ยง เลี่ยงตราสารหนี้ทั่วโลก

      ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนพร้อมคำแนะให้ระวัง ปีเสือ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการจัดพอร์ตหรือจัดสรรเงินลงทุนบนความท้าทาย และโอกาส หลังจากช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้โลกเดินหน้าสู่ภาวะท้าทายในหลายมิติ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ทิศทางการลงทุนในปี 2565 จะเป็นปีที่หาผลตอบแทนยากลำบาก จากความผันผวนของราคาสินทรัพย์เกือบทุกประเภท

    รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างของธนาคารกลางหลักในโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) มีสัญญาณชัดเจนที่จะเริ่มลดวงเงิน QE (QE Tapering) เดือนละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนมกราคม 2565 ซึ่งจะส่งผลให้วงเงิน QE สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 2565 และเฟดส่งสัญญาณจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้น 3 ครั้งในปี 2565 แต่สำหรับไทย คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    นายวิริยะชัย จิตตวัฒนรัตน์ หัวหน้าทีมกลยุทธ์เเละผลิตภัณฑ์การลงทุน Private Wealth Management ธนาคาร กรุงไทยเปิดเผยว่าปี 2565 อาจต้องระวัง แม้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกจะทยอยฟื้นตัว แต่นโยบายทางการเงินของเฟดที่จะมีการถอน QE และปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 3 ครั้ง ดังนั้น อาจจะเห็นสภาพคล่องที่เคยท่วมตลาดมาค่อนข้างนานจะถูกดึงออกไปบางส่วน แต่ เชื่อว่า “หุ้น” ยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดี ส่วนตราสารหนี้รัฐบาลอาจถูกกดดันด้านราคา จากการปรับขึ้นดอกเบี้ย 

    ปี 2565 กรุงไทยจึงเน้น “Quality Growth” หรือการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งในแง่การลงทุน “หุ้น” ยังเป็นธีมการลงทุนที่ยังให้ผลตอบแทนดี มองว่า ยังมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเฟดปรับนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ “กลุ่มธนาคาร” เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดจะส่งผลบวกกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของกลุ่มธนาคารดีขึ้น และการที่เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวทำให้ธนาคารมีรายได้จากวาณิชธนกิจมากขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ จะสนับสนุนหุ้นกลุ่มธนาคาร

        ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) น่าจะเติบโตได้ในระยะยาว เพราะแต่ละประเทศกลับมาตื่นตัวกับการที่ลดการปล่อยคาร์บอนด์และหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มการลดภาวะโลกร้อน

      เริ่มจาก “หุ้นไทย” นั้น ปัจจัยพื้นฐาน SET Index ดัชนีหุ้นไทยอยู่ในกรอบ 1,700-1,730 จุด คาดการณ์กำไรของบริษัทน่า จะฟื้นตัว 10-12% แต่ยังไม่รวมสมมติฐานการจัดเก็บภาษีในอัตรา 0.1% ของมูลค่าการขายเกิน 1 ล้านบาท ซึ่งระยะสั้นอาจกระทบมูลค่าการซื้อขายหุ้นบ้าง แต่กลุ่มธนาคารและกลุ่มค้าปลีกที่ได้อานิสงค์จากการฟื้นตัวภายในประเทศ โดยเฉพาะ 2 ธนาคารใหญ่ (SCB, KBANK) มีความตื่นตัวในการลงทุนเทคโนโลยีและฟินเทค

        ขณะที่หุ้นสหรัฐ ยุโรป จีน เวียดนาม ก็ยังดึงดูด โดยมุมมองปี 2565 หลังจากเฟดปรับตัวถอน QE ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย การทำกำไรหุ้นกลุ่มนี้จะยากขึ้น เพราะกว่า 10ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐปรับตัวบวกขึ้น 500-600% และจะเข้าสู่อีก Cycle ถัดมาคือ ฝั่งยุโรป แม้จะเห็นผลกระทบจากโควิด โอมิครอนต่อประเทศในยุโรป ไม่ว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน แต่ระยะสั้นจะเป็นโอกาสการซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในยุโรป เพราะนโยบายการเงินยังสนับสนุนสภาพคล่องอยู่ จากการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB)ยังไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

      ส่วน “หุ้นจีน” มองว่า โอกาสที่นักลงทุนจะทยอยกลับเข้าซื้อหุ้นจีนในปี 2565 ยังมีสูง เพราะหุ้นจีนราคายังถูก อีกทั้งคาดการณ์เติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอยู่ในระดับ 4.0% ซึ่งยังเป็นอัตราเติบโตสูงเมื่อเทียบประเทศอื่น แม้ในปี 2564 จะให้ผลตอบแทนต่ำ น้อยที่สุดเมื่อเทียบตลาดหุ้นทั่วโลก สะท้อนความกังวลต่อการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดและมีการจัดระเบียบบริษัทเทคโนโลยีที่ตลาดรับรู้กันไปมากแล้ว

      สำหรับ “หุ้นเวียดนาม” ยังโดดเด่นในตลาดหุ้นขนาดเล็ก ถือว่า ราคาหุ้นยังไม่แพง เป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตในแง่ของกำไร เห็นได้จากตลาดคาดการณ์อัตรากำไรอยู่ในระดับสูงสุดเฉลี่ย 18-20%

      ด้านตราสารหนี้ผลตอบแทนสูง หรือ High Bond Yield ทั้งสหรัฐ ยุโรป และจีนอัตราดอกเบี้ยยังน่าสนใจ อาจจะลงทุนในแง่กระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน แต่ตราสารหนี้รัฐบาลทั่วโลก ยังไม่น่าสนใจ เพราะเทรนด์ดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับเพิ่มขึ้น

 

ขอบคุณ : ฐานเศรษฐกิจ

ราคาทองวันนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง

บิตคอยน์วันนี้ปรับลง 1.16%

      ราคาบิตคอยน์ประจำวันนี้ 3 ม.ค. 64 ปรับลง -1.16% เมื่อเทียบกับราคาเมื่อ 24 ชั่วโมง โดยมีราคา 47,088.00 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,564,687.15 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 27.77 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลล่าสุด เมื่อเวลา 7.36 น. ที่ผ่านมา

      ขณะที่เหรียญดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซีชนิดอื่น Ethereum ขยับขึ้น 1.1% Binance Coin ขยับขึ้น .64% และ Dogecoin ขยับขึ้น 3.95% ในช่วง 24 ชั่วโมง

     สรุปราคาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี

1. Bitcoin (BTC) ราคา 47,088.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -1.16%

2. Ethereum (ETH) ราคา 3,807.25 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.10%

3. Binance Coin (BNB) ราคา 528.99 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.64%

4. Tether (USDT) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.01%

5. Solana (SOL) ราคา 175.15 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -2.19%

6. Avalanche (AVAX) ราคา 112.48 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -3.31%

7. USD Coin (USDC) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง 0.00%

8. XRP (XRP) ราคา .85 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.85%

9. Terra (LUNA) ราคา 89.66 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -2.10%

10. Polkadot (DOT) ราคา 29.72 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +3.95%

หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นอาจมีความคลาดเคลื่อนและไม่ควรใช้เพื่อการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อขาย ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทาง www.sec.or.th

ขอบคุณ :  ประชาชาติธุรกิจ

 

สกุลเงินเปลี่ยนโลก คริปโทเคอร์เรนซี

       ปี 64 ถือเป็นปีประวัติการณ์ของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีที่มูลค่าตลาดเดือน พ.ย.พุ่งทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์อยู่ครู่หนึ่ง บิตคอยน์ เงินเสมือนใหญ่สุดวัดจากมูลค่าตลาดและอีเทอร์ คริปโทฯใหญ่อันดับสอง มูลค่าสูงสุดทุบสถิติ ขณะที่คอยน์อื่นๆ เช่น ดอดจ์คอยน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากมีมได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกขณะ

       ส่วนสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ อย่างเหรียญที่ไม่สามารถทดแทนได้ (เอ็นเอฟที) ขายได้หลายล้านดอลลาร์ควบคู่กับการประมูลงานศิลปะครั้งใหญ่ของบริษัทประมูลอย่างซัทเทบีส์และคริสตีส์ นอกเหนือจากงานศิลปะแล้ว เอ็นเอฟทีในรูปสินทรัพย์ในเกมและที่ดินดิจิทัลมูลค่าพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน

        แอพพลิเคชันที่ใช้บล็อกเชนเป็นฐานรวมถึงการเงินกระจายศูนย์หรือดีไฟ (DeFi) ได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน ผลักดันการเติบโตของเว็บ 3.0 เว็บไซต์กระจายศูนย์ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังเอ็นเอฟทีและคริปโทฯ ทั้งหมดนี้ช่วยดันคริปโทฯ เข้าสู่กระแสหลักในปี 64 เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรวบรวมห้วงเวลาประทับใจของเงินเสมือนที่ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเปลี่ยนเกมในปีที่ผ่านมา อาทิ

     มูลค่าตลาดบิตคอยน์ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก

      วันที่ 19 ก.พ. มูลค่าตลาดบิตคอยน์ทะลุหมุดหมาย1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก หลังจากนักลงทุนสถาบันรายใหญ่และบริษัทการเงินอันโดดเด่นเริ่มสนับสนุนคริปโทเคอร์เรนซี บริษัทอย่างเทสลา, สแควร์ และไมโครสเตรทเตจีเริ่มนำงบดุลมาซื้อบิตคอยน์

       ความสนใจเอ็นเอฟทีล้นหลาม เมื่อไมค์ วิงเคิลแมน ศิลปินที่รู้จักกันในนามบีเพิลขายงานศิลปะที่ชื่อ“ทุกๆ วัน: 5,000 วันแรก” หรือ “Everydays: The First 5,000 Days” ในฐานะเอ็นเอฟทีเมื่อเดือน มี.ค. กลายเป็นประวัติศาสตร์ด้วยหลายเหตุผล

     เหตุผลแรก นี่คือการประมูลสินทรัพย์ดิจิทัลเต็มรูปแบบครั้งแรกของบริษัทประมูลคริสตีส์ ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่คริสตีส์เปิดให้ชำระเงินด้วยอีเทอร์ ราคาชิ้นงาน 69.3 ล้านดอลลาร์สูงสุดทุบสถิติ การประมูลครั้งนี้ทำให้สื่อกระแสหลักรายงานข่าวเอ็นเอฟทีอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

          ในภาพรวมปี 64 ดีที่สุดเท่าที่ตลาดเอ็นเอฟทีเคยมี ด้วยปริมาณการค้าขายกว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนเมทาเวิร์สที่ใช้บล็อกเชนปริมาณการซื้อขายกว่า 500 ล้านดอลลาร์ สินทรัพย์ในเกมในรูปของเอ็นเอฟทีปริมาณการค้าขาย 4.5 พันล้านดอลลาร์

     อีลอน มัสก์ ดันดอดจ์คอยน์ราคาสูงเป็นประวัติการณ์

       เดือน พ.ค. ก่อนที่อีลอน มัสก์ เปิดตัวในรายการ“Saturday Night Live” ราคาดอดจ์คอยน์เริ่มพุ่ง วันที่ 8 พ.ค. วันที่มัสก์ปรากฏตัวในรายการดังกล่าว ดอดจ์คอยน์ราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 73 เซนต์ แต่ราคาอ่อนตัวจากจุดสูงสุดอย่างรวดเร็วหลังมัสก์ออกรายการ ดอดจ์คอยน์ร่วงมากถึง 29.5% จุดหนึ่งร่วงลงมาเหลือ 49 เซนต์ นี่คือภาพแทนความผันผวนของดอดจ์คอยน์ที่มีตลอดทั้งปี ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับมัสก์ ซีอีโอเทสลาและสเปซเอ็กซ์สนับสนุนคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้แรงบันดาลใจจากมีมสกุลนี้อย่างต่อเนื่อง ดอดจ์คอยน์ราคาเริ่มขึ้นครั้งแรกในเดือน ก.พ.หลังมัสก์รัวทวีต และหลังจากนั้นเขาก็ตื่นเต้นกับดอดจ์คอยน์เรื่อยมา

      เอลซัลวาดอร์ยอมรับบิตคอยน์ใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

      เดือน มิ.ย. เอลซัลวาดอร์ออกกฎหมายใหม่ยอมให้ใช้บิตคอยน์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นประเทศแรก ชำระค่าสินค้าและภาษีได้ ภาคธุรกิจสามารถตั้งราคาสินค้าเป็นบิตคอยน์ การแลกเปลี่ยนไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการลงทุน

      การล้วงข้อมูลดีไฟสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 600 ล้านดอลลาร์

      เดือน ส.ค. แพลตฟอร์มดีไฟ “โพลีเน็ตเวิร์ก” ถูกแฮก ตอนแรกเงินหายไปกว่า 600 ล้านดอลลาร์ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แฮกเกอร์สามารถใช้ประโยชน์จากปัญหาโค้ดในเครือข่าย

        แม้สุดท้ายแล้วแฮกเกอร์จะคืนเงินที่ขโมยไปให้ แต่นี่คือการขโมยคริปโทเคอร์เรนซีใหญ่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมี

          การกระทำความผิดเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยตลอดปี 2564 ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน “เชนอะไลซิส” ระบุว่าการฉ้อโกงคริปโทฯ ทั่วโลกในปีที่ผ่านมาสูญเงินไปกว่า 7.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 81% จากปี 63 โดย Rug pull รูปแบบการโกงที่นักพัฒนาทิ้งโปรเจคพร้อมเชิดเงินจากนักลงทุนกลายเป็นการหลอกลวงที่เกิดขึ้นเป็นประจำในอีโคซิสเต็มดีไฟ

         ปี 64 Rug pull ถูกขโมยไปกว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ 37% ของรายได้จากการฉ้อโกงคริปโทฯ ทั้งหมดเปรียบเทียบกับ 1% ในปี 63

       จีนเล่นงานคริปโทฯ อีกครั้ง

        เดือน ก.ย. ธนาคารประชาชนจีน (พีบีโอซี) ยืนยันจะเดินหน้าปราบปรามเงินเสมือนต่อไป เว็บไซต์ธนาคารระบุว่า กิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ ผิดกฎหมายในจีน รวมถึงบริการ อาทิ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล การจับคู่คำสั่ง ออกเหรียญและอนุพันธ์ การแลกเปลี่ยนคริปโทฯ ต่างประเทศที่ให้บริการในจีนแผ่นดินใหญ่ก็ผิดกฎหมายเช่นกัน

         นั่นคือภาพรวมคริปโทฯ ในปีที่ผ่านมา สำหรับปี 65 ผู้เชี่ยวชาญมองอนาคตของบิตคอยน์ คริปโทฯ สกุลดังสุดที่มูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่ามาอยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์ ระหว่างเดือน ธ.ค.63-เม.ย.64 แต่ลดความร้อนแรงลงช่วงเข้าสู่ปีใหม่ซื้อขายกันไม่ถึง 50,000 ดอลลาร์

           “ความผันผวนในปัจจุบันและราคาอันไร้ทิศทางมาพร้อมกับแนวโน้มแรงกดดันขาลง ชี้ให้เห็นความไม่แน่นอนมากมายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล” ลูคัส ลากูดิส ประธานกรรมการบริหารกองทุนคริปโทฯ “เออาร์เค 36” กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม การที่นักลงทุนสถาบันยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่องและบูรณาการเข้ากับระบบการเงินดั้งเดิมจะเป็นปัจจัยหลักผลักดันการเติบโตของน่านฟ้าคริปโทฯ ระหว่างปี 65

นักวิเคราะห์บางคนมองว่า เข้าสู่ปี 65 บิตคอยน์เสี่ยงเจอการแข่งขันมากขึ้นโดยเฉพาะจากคู่แข่งสูสีอย่างอีเทอเรียม

          เดือน พ.ย. แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอทวิตเตอร์ประกาศลาออกจากทวิตเตอร์ เพื่อมุ่งความสนใจไปที่บริษัทชำระเงินดิจิทัลของเขาแทนหาทางขยายกิจการสู่คริปโทฯ

         ถึงตอนนี้บิตคอยน์ยังคงเป็นผู้เล่นโดดเด่น ข้อมูลจากเว็บไซต์คอยน์เก็กโค กล่าวว่า เซกเตอร์คริปโทฯ มีมูลค่าตลาดรวม 2.36 ล้านล้านดอลลาร์ บิตคอยน์มีมูลค่า 9 แสนล้านดอลลาร์

            ในทัศนะของนักวิเคราะห์อย่างแฟรงก์ ดาวนิง “ความไม่เต็มใจพัฒนาดีไซน์ของบิตคอยน์เมื่อเทียบกับความชอบของอีเทอเรียม แท้จริงแล้วเป็นคุณลักษณะที่ให้ความมั่นคงและต่อเนื่องอันจำเป็นสำหรับทำหน้าที่เป็นสกุลเงินของโลกอย่างแท้จริง” คำพูดนี้สะท้อนนัยของตลาดคริปโทฯในปี 65 ได้ระดับหนึ่ง

 

ขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ

หุ้นเด่นธีม เมตาเวิร์ส

     ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทและโลโก้จาก “เฟซบุ๊ก” (Facebook) เป็น “เมตา” (Meta) เพื่อเตรียมพร้อมรับบริการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดย “เฟซบุ๊ก” จะไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่จะมุ่งสู่ “เมตาเวิร์ส” หรือ “โลกเสมือนจริง” เพื่อทำให้ผู้ใช้บริการได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ บนโลกออนไลน์ที่หลากหลายมิติมากยิ่งขึ้น

        การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของ “เฟซบุ๊ก” เรียกเสียงฮือฮาและสร้างแรงกระเพื่อมไปทั้งโลก โดยมีคำถามตามมามากมายว่าจริงๆ แล้ว “เมตาเวิร์ส” คืออะไรกันแน่? การมาของเทคโนโลยี “เมตาเวิร์ส” จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง? และใครที่จะได้ประโยชน์และเสียประโยชน์?

     “เมตาเวิร์ส” หรือ “จักรวาลนฤมิต” ตามคำบัญญัติของราชบัณฑิตยสภา ถูกพัฒนามาระยะหนึ่งแล้ว โดยเป็นการจำลองโลกเสมือนจริงขึ้นมา คล้ายๆ กับการเล่นเกมออนไลน์ แต่จะมีหลายมิติมากกว่านั้น เนื่องจากจะมีการผสมผสานหลายเทคโนโลยีไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะระบบ Augmented Reality (AR) และระบบ Virtual Reality (VR)

      โดยเมตาเวิร์สสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายกิจกรรม เช่น การเลือกซื้อสินค้า แสดงคอนเสิร์ต ดูภาพยนตร์ งานแสดงศิลปะ การจัดนิทรรศการ การประชุม การท่องเที่ยว ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้บนโลกเสมือนจริง

       รวมไปถึงธุรกิจการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลที่เมตาเวิร์สกำลังเข้ามามีบทบาทด้วยเช่นกัน เห็นได้จากตอนนี้เริ่มมีธนาคารหลายแห่งในต่างประเทศเปิดให้ลูกค้าทำธุรกรรมบนโลกเสมือนจริง โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปที่ธนาคาร นอกจากนี้ยังมีการนำเงินดิจิทัลบางสกุลไปซื้อไอเท็มต่างๆ บนโลกเสมือน

      เวลานี้เมตาเวิร์สกำลังจะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับโลก ดังนั้น การลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จากเมตาเวิร์สเป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุนที่น่าสนใจและเข้ากับยุคสมัย

     บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากเมตาเวิร์สมี “กลุ่มธนาคารพาณิชย์” ซึ่งจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มปรับตัวเข้าสู่การให้บริการทางการเงินบนเมตาเวิร์ส ทั้งการปรับรูปแบบสาขาให้กลายเป็น Virtual Branch มากขึ้น

      รวมถึงการต่อยอดฟังก์ชั่นการใช้งานของ Digital Platform หรือ Fintech ต่างๆ ที่ลงทุนทำระบบอยู่แล้วให้ทำงานได้บนโลกเสมือนจริง หุ้นเด่นในกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขัน คือ SCB และ KBANK

        “กลุ่มไอซีที” เนื่องจากเมตาเวิร์สต้องเชื่อมต่อกันด้วยอินเตอร์เน็ตที่ดีและมีประสิทธิภาพ มองว่ากลุ่มผู้ให้บริการ Fixed Broadband และ Mobile Operator จะได้รับประโยชน์โดยตรง นอกจากนี้กลุ่ม Mobile Operator อาจสร้างรายได้จากห้างเสมือน เช่น กรณี V-Avenue.Co powered by AIS 5G เป็นต้น

      ขณะเดียวกันการใช้งานอุปกรณ์จำพวก VR, AR จะเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยบวกต่อ Wholesale Distributors สินค้าไอทีอย่าง SYNEX และที่สำคัญเมตาเวิร์สจะทำให้เกิดการลงทุนด้าน IT Infrastructure ส่งผลดีต่อ MFEC และ AIT ตามมาด้วยการลงทุนด้าน Cyber Security และ Data Privacy เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค มีหุ้นเด่น คือ SECURE

      “กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” มองผู้ผลิต PCB และ CHIP จะได้ประโยชน์เพราะการทำเมตาเวิร์ส หลายอุตสาหกรรมต้องลงทุนเพิ่มเติมในหลายด้านเพื่อรองรับการใช้งานใหม่ๆ เป็นผลดีต่อ KCE, HANA

        “กลุ่มการแพทย์” มีโอกาสนำเทคโนโลยี VR มาพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาต่อยอดจากปัจจุบันที่มีการรักษาแบบ Telemedicine แนะนำ BDMS, PR9 รวมถึง “กลุ่มอสังหาฯ” การพัฒนาระบบ AR และ VR จะทำให้ผู้บริโภคสามารถชมสินค้าเหมือนจริงโดยไม่ต้องออกจากบ้าน โดยผู้ประกอบการรายใหญ่จะได้รับประโยชน์เร็วที่สุด AP, ORI, LH, SPALI และ “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” ที่เมตาเวิร์สจะช่วยให้การทำงานของกลุ่มง่ายขึ้น

     บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า หุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากเมตาเวิร์ส แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Upstream) ประกอบด้วย 1.ธุรกิจวางโครงข่าย ออกแบบ Platform วางระบบ Cyber Security ได้แก่ INET, SAMTEL, SECURE 2.ผู้ให้บริการ Data Center และ Cloud Service ได้แก่ INSET, JTS 3.ออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ได้แก่ YGG

         กลุ่มการเชื่อมต่อ (Midstream) ประกอบด้วย 1.ผู้ให้บริการโครงข่ายการสื่อสาร ได้แก่ ADVANC, TRUE 2.ที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation ได้แก่ BBIK, BE8 3.บริการ Digital Currency ได้แก่ BROOK, XPG

          กลุ่มการเข้าถึงผู้บริโภค (Downstream) ประกอบด้วย 1.ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ดิจิทัล ได้แก่ SYNEX, SIS, COM7, SPVI, CPW, IT, JMART 2.ผู้ให้บริการด้านการเงิน ได้แก่ KBANK, SCB, TRUE, CRC 3.ซื้อขายออนไลน์ ได้แก่ CRC, CPALL 4.บริการ Digital Marketing / Adtech ได้แก่ PLANB, VGI และ 5.โรงพยาบาล ได้แก่ BDMS, BH

คุณ : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ข่าวหุ้นล่าสุด ข่าวเด่นวันนี้ วันที่ 14 ธันวาคม 2564

หุ้นวันนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น