LOGO Goo Invest
Categories
ข่าวหุ้น

ข่าว หุ้น ธุรกิจ วันที่ 18 มกราคม 2565

ข่าวหุ้น เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน Goo Invest Trade

ข่าวหุ้นล่าสุด ข่าวเด่นวันนี้ วันที่ 18 มกราคม 2565

หุ้นเด่นวันนี้

– GULF (เคทีบีเอสที) เป้าเชิงกลยุทธ์ 58.00 บาท เริ่มปีด้วย Big Deal Binance ลุ้นดีลอื่นๆต่อ รุกธุรกิจ Digital Asset และธุรกิจ Digital อื่นเพื่อสร้าง Ecosystem ลุ้นดีลอื่นๆ เติมเต็มการให้บริการธุรกิจใหม่, โรงไฟฟ้า IPP จะทยอย COD นับตั้งแต่ปี 64 ดันกำลังการผลิตติดตั้งแตะระดับ 8,005 MW ในปี ‘27 จากปี ’21 ที่ 3,980 MW ประเมินกำไรสุทธิปี 64-65 ที่ 8.6 พัน ลบ. และ 1.4 หมื่น ลบ. +84%YoY, +64%YoY ตามลำดับ

– KBANK (เมย์แบงก์) เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 180 บาท คาดกำไรปี 65 เติบโต 16.4% สู่ระดับ 3.8 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัว จากการทยอยเปิดประเทศ โดย NIM และการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมดีขึ้น และ Credit cost ลดลง คาด ROE 9.3% และปัจจุบันValuation เทรดเพียง PBV 0.6x

– LH (คิงส์ฟอร์ด) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 10.00 บาท ประเมินยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากยอดขายโครงการแนวราบ โดยตลาดคาด EPS ปี65 ที่ระดับ 0.67 บ./หุ้น และคาด Div Yield ในปี 64 และ 65 ที่ 5.6% และ 6.2% ตามลำดับ ด้าน LH เองวางเป้ายอดขายปี 65 ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท รายได้ 3.3 หมื่นล้านบาท มีแผนเปิดโครงการใหม่ราว 15 โครงการ เพิ่มขึ้น 50% จากปี 64 มูลค่ารวม 2.95 หมื่นล้านบาท เป็น บ้านเดี่ยว 11 บ้านแฝด 4 ทาวน์เฮ้าส์ 2 คอนโด 1 ยังจะมีแรงหนุนจากธุรกิจกลุ่ม Rent&Service จากเข้าซื้อ รร.The Spring Hill Suite ใน US ขณะที่คาดว่า Terminal 21 Rama 3, รร. Grand Centre Point Space พัทยา, และ รร. Grand Centre Point สุรวงศ์จะสามารถให้บริการได้ใน Q3/65

– TFG (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6 บาท ผลงานเริ่มฟื้น คาด Q4/64 พลิกกำไรได้อีกครั้งหลังขาดทุนใน Q3/64 และจะได้ผลบวกเต็มที่ใน Q1/65 ราคาหมูปรับตัวขึ้นแรง แม้พาณิชย์ยังขอให้ตรึงราคาชิ้นส่วนไก่สดแต่ไม่พูดถึงราคาขายหน้าฟาร์มที่ 33.50 บาท/กก.แล้ว รวมถึงหากรัฐช่วยด้านต้นทุนการเลี้ยงจะเป็นบวกต่อผลงานระยะถัดไป คาดกำไรปี 65 +300% Y-Y

 

ขอบคุณ :  สำนักข่าวอินโฟเควสท์ 

ราคาทองวันนี้ ขยับลง 50 บาท

บิตคอยน์วันนี้ ปรับลง 2.02% 

      ราคาบิตคอยน์วันนี้ 18 ม.ค. 65 ปรับลง -2.02% เมื่อเทียบกับราคาเมื่อ 24 ชั่วโมงก่อน ราคาอยู่ที่ 42,209.30 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,397,064.52 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 21.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลล่าสุด เมื่อ 7.00 น. ที่ผ่านมา

           ขณะที่เหรียญดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซีชนิดอื่น Ethereum ปรับลง 4.1% Binance Coin ปรับลง 4.71% และ Dogecoin ร่วงลง 7.26% ในช่วง 24 ชั่วโมง

            สรุปราคาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี

– Bitcoin (BTC) ราคา 42,209.30 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -2.02%
– Ethereum (ETH) ราคา 3,209.43 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -4.10%
– BNB (BNB) ราคา 475.01 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -4.71%
– Tether (USDT) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง 0.00%
– Cardano (ADA) ราคา 01.60 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +13.51%
– Dogecoin (DOGE) ราคา0.17 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -3.20%
– Solana (SOL) ราคา 139.82 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -5.49%
– XRP (XRP) ราคา 0.76 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -2.18%
– Terra (LUNA) ราคา 77.05 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -11.53%
– Polkadot (DOT) ราคา 25.68 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -7.26%

ขอบคุณ :  ประชาชาติธุรกิจ

 

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท 33.05 บาท/ดอลลาร์

          นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทยระบุว่า ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแกว่งตัว Sideways ใกล้ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็วในวันก่อนหน้าจากความหวังการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเราประเมินว่า อาจเร็วเกินไปที่จะกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโอมิครอนในประเทศอาจเลวร้ายกว่าปัจจุบันได้ หากรัฐบาลไม่สามารถรับมือการระบาดได้ดีหรือการแจกจ่ายวัคซีนเข็มกระตุ้นเริ่มติดขัด

            นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า นักลงทุนต่างชาติก็เริ่มทยอยขายทำกำไรฝั่งหุ้น รวมถึงบางส่วนก็อาจรอทยอยขายทำกำไรการเก็งกำไรเงินบาท ทำให้ในฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการไหลเข้าและเริ่มมีทิศทางไหลออกได้บ้าง และที่สำคัญ การแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาไม่นาน อาจเพิ่มโอกาสให้ธนาคารแหงประเทศไทยเข้ามาดูแล ลดความผันผวนของเงินบาทลง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถทยอยปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสม ทำให้เรามองว่า เงินบาทยังมีทิศทางแกว่งตัว Sideways โดยแนวรับสำคัญจะอยู่ในช่วง 32.90-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจมีแรงซื้อเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้นำเข้าช่วยพยุงเงินบาทไม่ให้แข็งค่าไปมากได้

             มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.15 บาท/ดอลลาร์

             แม้ว่าตลาดการเงินอาจไม่ได้คึกคักมากนัก เนื่องจากวันก่อนหน้าเป็นวันหยุดของฝั่งสหรัฐฯ แต่ทว่าผู้เล่นในตลาดก็เริ่มมีแนวโน้มกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังตลาดรับรู้แนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟดไปแล้วพอสมควร ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดจะเริ่มกลับมาสนใจรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น ซึ่งหากผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าคาดก็จะสามารถช่วยหนุนให้ตลาดกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงได้อีกครั้ง

                ทั้งนี้ ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนให้ ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นได้ราว +0.70% นอกจากนี้ โดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Cyclical ตามความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรป ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น หากสถานการณ์การระบาดของโอมิครอนสงบลง Kering +2.4%, SAP +1.7%. Louis Vuitton +1.6%

                   ส่วนทางด้านฝั่งตลาดบอนด์ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาว โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ 10 ปี ทั่วโลก ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้บ้าง หากตลาดเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง ซึ่งต้องติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อบอนด์ยีลด์ คือ แนวโน้มการปรับลดงบดุลของเฟด ซึ่งต้องติดตามการส่งสัญญาณของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดว่า เฟดพร้อมจะลดงบดุลได้เมื่อไหร่ รวมถึงอัตราการลดงบดุลจะอยู่ในระดับประมาณไหน มากกว่า หรือ เท่ากับ อัตราการลดงบดุลในอดีตที่ผ่านมา โดยเรามองว่า หากเฟดส่งสัญญาณพร้อมลดงบดุลได้เร็ว ในอัตราที่สูงกว่าในอดีต อาทิ ลดงบดุลลงเดือนละ 1 แสนล้านดอลลาร์ ก็อาจทำให้บอนด์ยีลด์สามารถปรับตัวขึ้นได้บ้าง

                ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยล่าสุด ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 95.25 จุด โดยการแข็งค่าของเงินดอลลาร์นั้นได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของสกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) ที่ย่อตัวลงแตะระดับ 1.14 ดอลลาร์ต่อยูโร รวมถึง เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อ่อนค่าลงแตะระดับ 114.5 เยนต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดมองว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป เพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

                       สำหรับวันนี้ ตลาดจะจับตาการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เรามองว่า BOJ ยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ -0.10% และคงเป้าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไว้ที่ระดับ 0.00% ซึ่งต้องจับตาท่าทีของ BOJ ต่อการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ล่าสุด เพราะหาก BOJ กังวลต่อประเด็นดังกล่าว อาจสะท้อนว่า BOJ พร้อมเพิ่มการซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อกดดันให้ยีลด์ย่อตัวลง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจส่งผลให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงได้

                   ส่วนในฝั่งยุโรป ตลาดประเมินว่า การระบาดของโอมิครอนในเยอรมันที่เริ่มเข้าใกล้จุดเลวร้ายสุด อาจสร้างความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจ หากสถานการณ์การระบาดเริ่มดีขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนมกราคม ที่อาจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 31 จุด จากระดับ 29.9 ในเดือนก่อนหน้า

                   นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากผลกำไรยังสามารถขยายตัวได้ดีและออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ก็จะสามารถช่วยหนุนให้ตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงได้

ขอบคุณ : ฐานเศรษฐกิจ

CIVIL ขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไป 4.60 บาท/หุ้น

         บมจ.ซีวิลเอนจีเนียริง (CIVIL) กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ที่ 4.60 บาท/หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท/หุ้น โดยนักลงทุนสามารถจองซื้อหุ้น IPO ได้ระหว่างวันที่ 19 – 21 ม.ค. 65 ซึ่งมีผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย คือ บล.บัวหลวง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทด้วย

         โดยการเสนอขาย IPO ครั้งนี้บริษัทจะเสนอขาย IPO จำนวน 200 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 28.57% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยสัดส่วนการเสนอขาย IPO ตามกลุ่มนักลงทุนที่จะมีการจัดสรรนั้น

         ทั้งนี้แบ่งเป็น กลุ่มนักลงทุนสถาบันและนิติบุคคลที่สามารถเข้าร่วมการสำรวจความต้องการซื้อ สัดส่วน 60% กลุ่มบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ สัดส่วน 19.07% ผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ และบริษัทย่อย สัดส่วน 15% กรรมการ และ/หรือ ผู้บริหาร ของบริษัท สัดส่วน 4.35% และพนักงานของบริษัท และบริษัทย่อย สัดส่วน 1.58%

สำหรับวัตถุประสงค์ของการนำเงินที่ได้จาก IPO ในครั้งไปใช้ ประกอบด้วย เงินทุนสำหรับการลงทุนเพิ่มเติมในเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับใช้ในโครงการก่อสร้าง 442 – 530 ล้านบาท นำไปชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 177 – 265 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ 88.4 – 264.4 ล้านบาท ซึ่งจะรองรับระยะเวลาการใช้เงินจาก IPO ในช่วงปี 65-66

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ขอบคุณ:  สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ข่าวหุ้นล่าสุด ข่าวเด่นวันนี้ วันที่ 14 ธันวาคม 2564

หุ้นวันนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น