ข่าวหุ้น เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน Goo Invest Trade

ข่าวหุ้นล่าสุด ข่าวเด่นวันนี้ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564

หุ้นไฟเซอร์ ดิ่งกว่า 1% หลังบริษัททำข้อตกลงร่วม MPP

     ราคาหุ้นของ ไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐ ดิ่งลงกว่า 1% ในการซื้อขายที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวันที่ 16 พ.ย.64 เวลา 23.02 น. ที่ 16 พ.ย. 64  ราคาหุ้นไฟเซอร์ร่วงลง 1.36% สู่ระดับ 48.97 ดอลลาร์  หลังจากที่บริษัทอนุญาตให้ผู้ผลิตยาสามัญจาก 95 ประเทศทั่วโลกสามารถผลิต ยาแพกซ์โลวิด (Paxlovid) โดยไม่เรียกเก็บค่าตอบแทน ซึ่งจะทำให้บริษัทสูญเสียรายได้จำนวนมากผลิตยา “แพกซ์โลวิด” ซึ่งเป็นยารักษาโรคโควิด-19 โดยไม่เรียกเก็บค่าตอบแทน

      ราคาหุ้นของ ไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐ ดิ่งลงกว่า 1% ในการซื้อขายที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวานนี้ 16 พ.ย.64 หลังจากที่บริษัทอนุญาตให้ผู้ผลิตยาสามัญจาก 95 ประเทศทั่วโลกสามารถผลิต ยาแพกซ์โลวิด (Paxlovid) โดยไม่เรียกเก็บค่าตอบแทน ซึ่งจะทำให้บริษัทสูญเสียรายได้จำนวนมาก

     องค์กรสิทธิบัตรยาร่วม (MPP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่า MPP ได้บรรลุข้อตกลงด้านสิทธิบัตรยากับบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ โดยทางบริษัทจะอนุญาตให้ผู้ผลิตยาสามัญสามารถผลิตและจำหน่ายยาแพกซ์โลวิด ซึ่งเป็นยารักษาโรคโควิด-19 ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางจำนวน 95 ประเทศทั่วโลก ผลการทดลองพบว่า ยาแพกซ์โลวิดสามารถลดความเสี่ยงของผู้ป่วยโควิด-19 ในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ถึง 89% โดยสูงกว่ายาโมลนูพิราเวียร์ของบริษัทเมอร์ค ซึ่งมีประสิทธิภาพเพียง 50% โดยยา 1 คอร์สของเมอร์คประกอบด้วยยาโมลนูพิราเวียร์ขนาด 200 มิลลิกรัม จำนวน 40 เม็ดสำหรับผู้ป่วย 1 คน โดยผู้ป่วยจะรับประทานยาวันละ 2 ครั้งๆละ 4 เม็ด เป็นเวลา 5 วัน ส่วนผู้ที่จะรับประทานยาของไฟเซอร์จะต้องรับทั้งยาแพกซ์โลวิด พร้อมกับยาริโทนาเวียร์ ซึ่งเป็นยารักษาผู้ติดเชื้อ HIV โดยยา 1 คอร์สของไฟเซอร์ประกอบด้วยยาแพกซ์โลวิด 20 เม็ดและริโทนาเวียร์ 10 เม็ดสำหรับผู้ป่วย 1 คน โดยผู้ป่วยจะรับประทานยาแพกซ์โลวิดขนาด 150 มิลลิกรัม 2 เม็ดต่อครั้ง คู่กับยาริโทนาเวียร์ 100 มิลลิกรัม 1 เม็ดต่อครั้ง วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาให้การอนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์และยาแพกซ์โลวิดเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยคาดว่าจะให้การอนุมัติยาโมลนูพิราเวียร์ในช่วงต้นเดือนธ.ค. และให้การอนุมัติยาแพกซ์โลวิดหลังจากนั้น

     MPP คาดการณ์ว่ายาแพกซ์โลวิดจะเข้าถึง 95 ประเทศดังกล่าวภายในเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าการบรรลุข้อตกลงระหว่าง MPP และบริษัทไฟเซอร์เมื่อวานนี้มีขึ้นหลังจากที่ MPP ได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค ก่อนหน้านี้เช่นกันในการมอบสูตรการผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ ซึ่งเป็นยารักษาโรคโควิด-19 ให้แก่ 105 ประเทศทั่วโลก

      ผลการทดลองพบว่า ยาแพกซ์โลวิดสามารถลดความเสี่ยงของผู้ป่วยโควิด-19 ในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ถึง 89% โดยสูงกว่ายาโมลนูพิราเวียร์ของบริษัทเมอร์ค ซึ่งมีประสิทธิภาพเพียง 50% ซึ่งยา 1 คอร์สของเมอร์คประกอบด้วยยาโมลนูพิราเวียร์ขนาด 200 มิลลิกรัม จำนวน 40 เม็ดสำหรับผู้ป่วย 1 คน โดยผู้ป่วยจะรับประทานยาวันละ 2 ครั้งๆละ 4 เม็ด เป็นเวลา 5 วัน ส่วนผู้ที่จะรับประทานยาของไฟเซอร์จะต้องรับทั้งยาแพกซ์โลวิด พร้อมกับยาริโทนาเวียร์ ซึ่งเป็นยารักษาผู้ติดเชื้อ HIV โดยยา 1 คอร์สของไฟเซอร์ประกอบด้วยยาแพกซ์โลวิด 20 เม็ดและริโทนาเวียร์ 10 เม็ดสำหรับผู้ป่วย 1 คน โดยผู้ป่วยจะรับประทานยาแพกซ์โลวิดขนาด 150 มิลลิกรัม 2 เม็ดต่อครั้ง คู่กับยาริโทนาเวียร์ 100 มิลลิกรัม 1 เม็ดต่อครั้ง วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

     ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาให้การอนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์และยาแพกซ์โลวิดเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยคาดว่าจะให้การอนุมัติยาโมลนูพิราเวียร์ในช่วงต้นเดือนธ.ค. และให้การอนุมัติยาแพกซ์โลวิดหลังจากนั้น

 

ขอบคุณ : ฐานเศรษฐกิจ

สัญญาทองคำ ปิดร่วง 12.5 ดอลลาร์

        สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ 16 พ.ย.64  โดยตลาดถูกกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และแรงขายสินทรัพย์ปลอดภัยหลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีเกินคาด ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีกประจำเดือนต.ค. 64  สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 12.5 ดอลลาร์ หรือ 0.67% ปิดที่ 1,854.1 ดอลลาร์/ออนซ์

      สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 16.1 เซนต์ หรือ 0.64% ปิดที่ 24.944 ดอลลาร์/ออนซ์

      สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 22.4 ดอลลาร์ หรือ 2.04% ปิดที่ 1,074.5 ดอลลาร์/ออนซ์

     สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 11.50 ดอลลาร์ หรือ 0.5% ปิดที่ 2,167.60 ดอลลาร์/ออนซ์

     สัญญาทองคำร่วงลง หลังจากดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.53% แตะที่ 95.9182

     โดยการแข็งค่าของดอลลาร์ยังทำให้สัญญาทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์นั้น มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น ๆ

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกพุ่งขึ้น 1.7% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.4% โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน

      ทั้งนี้ทางด้านธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) รายงานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐดีดตัวขึ้น 1.6% ในเดือนต.ค. หลังจากร่วงลง 1.3% ในเดือนก.ย. โดยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เป็นมาตรวัดการปรับตัวของภาคโรงงาน, เหมืองแร่ และสาธารณูปโภคของสหรัฐ

 

ขอบคุณ: สำนักข่าวอินโฟเควสท์

หุ้นไทยเช้านี้แกว่ง Sideway up

      นักวิเคราะห์ฯคาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่ง Sideway up ไร้ปัจจัยกระทบหนัก แม้วิตกการเจรจาผู้นำสหรัฐ-จีนแต่น้ำหนักออกมาในทางบวกเล็กน้อย อีกทั้งผลกำไรบริษัทจดทะเบียนทะลุ 2 แสนล้านบาทดีกว่าคาด รวมถึงเงินบาทแข็งค่า โดยรวมเป็นบวกต่อตลาดฯ ด้านตลาดภูมิภาคเช้านี้แกว่งบวก-ลบราว 0.5-1% แนะติดตามผลสืบเนื่องจากการเจรจา 2 ผู้นำโลก พร้อมให้แนวรับ 1,633 แนวต้าน 1,650 จุด

      ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งแดนบวก-ลบราว 0.5-1% โดยยังต้องติดตามผลสืบเนื่องจากการเจรจาของผู้นำสหรัฐและจีนว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และบ้านเราก็ให้ติดตามการปรับประมาณการของนักวิเคราะห์ฯหลังบริษัทจดทะเบียนแจ้งงบไตรมาส 3/64 ครบถ้วน และได้รับข้อมูลชี้แจงเพิ่มเตืมแล้ว รวมถึงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศ และความคืบหน้ามาตรการของภาครัฐพร้อมให้แนวรับ 1,633 จุด ส่วนแนวต้าน 1,650 จุด

       ทั้งนี้ตลาดหุ้นนิวยอร์ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 36,142.22 จุด เพิ่มขึ้น 54.77 จุด (+0.15%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,700.90 จุด เพิ่มขึ้น 18.10 จุด (+0.39%) และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,973.86 จุด เพิ่มขึ้น 120.01 จุด (+0.76%)

      ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 98.56 จุด หรือ +0.33%, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง ลดลง 45.97 จุด หรือ -0.18% และดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน ลดลง 3.23 จุด หรือ -0.09% พร้อมให้แนวรับ 1,633 จุด ส่วนแนวต้าน 1,650 จุด ประเด็นพิจารณาการลงตลาดหุ้นนิวยอร์มี ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 36,142.22 จุด เพิ่มขึ้น 54.77 จุด (+0.15%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,700.90 จุด เพิ่มขึ้น 18.10 จุด (+0.39%) และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,973.86 จุด เพิ่มขึ้น 120.01 จุด (+0.76%)

      ทั้งนี้หุ้นเอเชียเปิดตลาด ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 98.56 จุด หรือ +0.33%, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง ลดลง 45.97 จุด หรือ -0.18% และดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน ลดลง 3.23 จุด หรือ -0.09%

 

ขอบคุณ : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ก.ล.ต. แนะผู้สนใจศึกษาข้อมูล เหรียญสมเด็จคอยน์ หวั่นลงทุนมากกว่าทำบุญ

        นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีผู้สื่อข่าวสอบถามเข้ามายังสำนักงาน ก.ล.ต.ถึงความกังวลเกี่ยวกับ “เหรียญสมเด็จคอยน์ หรือเหรียญ Somdejcoin : SDC” นั้น เบื้องต้นทาง ก.ล.ต.ขอชี้แจงว่า ผู้พัฒนาเหรียญหรือทางผู้ประสานงานวัดป่ามหาญาณ ได้มีหนังสือถึง ก.ล.ต.จำนวน 2 ฉบับ เพื่อหารือว่าเหรียญ SDC เข้าข่ายเป็นเหรียญสินทรัพย์ดิจิทัล 4 ประเภท ห้ามไม่ให้ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนำมาให้บริการซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ตามข้อ 39/1 ของประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กธ. 19/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล  ก.ล.ต. ได้มีหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติมจากวัดป่ามหาญาณแล้ว เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2564 เพื่อใช้ประกอบการ 

      พิจารณาให้ความเห็นต่อไป ในประเด็นเกี่ยวกับ

    1.การใช้ชื่อสมเด็จมาเป็นชื่อเหรียญ รวมทั้งมีแผนจะนำเหรียญดังกล่าวไปซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งโดยทั่วไปมีลักษณะเก็งกำไรนั้น การดำเนินการดังกล่าวมีความเหมาะสมที่อาจกระทบต่อพระพุทธศาสนา จึงให้ผู้ออกหารือและนำหนังสือความเห็นจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาว่าเหรียญ SDC ไม่ขัดต่อกฎหมาย

       2.ข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น เช่น กลไกในการใช้สิทธิประโยชน์ของเหรียญมีลักษณะการดำเนินการอย่างไร อัตราในการนำเหรียญเพื่อใช้ในการแลกสิทธิประโยชน์เป็นอย่างไร รวมทั้งแผนที่จะเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในอนาคต จะมีหรือไม่ และหากมีการเปลี่ยนแปลงจะดำเนินการอย่างไร

       3.การเปิดให้มีการซื้อขายเหรียญโดยหักภาษีในอัตรา 9% ในทุกครั้งที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนที่เท่ากัน หรือ 3% สำหรับนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและช่วยเหลือสังคม หรือ 3% สำหรับการไปเสริมสภาพคล่องในระบบ หรือ 3% สำหรับการนำไปเพิ่มเหรียญให้แก่ผู้ถือเหรียญ

      ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้มีการถือครองเหรียญเพื่อการลงทุนมากกว่าการทำบุญ จึงมีข้อสังเกตว่ามีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเหรียญในการทำนุบำรุงศาสนาและช่วยเหลือสังคม รวมทั้งถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวัดหรือไม่

       ทั้งนี้เหรียญ 4 ประเภทตามประกาศข้างต้น ได้แก่ 1.เหรียญที่ออกโดยไม่มีวัตถุประสงค์หรือสาระชัดเจนหรือไม่มีสิ่งใดรองรับโดยมีราคาขึ้นอยู่กับกระแสในโลกโซเชียล (Meme Token) 2.เหรียญที่ออกโดยมีลักษณะเกิดจากกระแสความชื่นชอบส่วนบุคคล (Fan Token)

        3.โทเคนดิจิทัลที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้แสดงความเป็นเจ้าของหรือให้สิทธิในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือที่เฉพาะเจาะจง โดยไม่สามารถใช้โทเคนดิจิทัลประเภทและชนิดเดียวกันและจำนวนเท่ากันแทนกันได้ (Non-Fungible Token) และ 4.โทเคนดิจิทัลที่ออกโดยผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเองหรือบุคคลซึ่งมีความเกี่ยวข้องเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์สำหรับธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชน

         ส่วนกรณีการจัดสรรเหรียญให้แก่ผู้ถือด้วยการแจกสามารถทำได้ (เป็นการให้ฟรี ไม่มีการเสนอขาย) ในส่วนของการเทรดปัจจุบันยังไม่มีการเทรดกับผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย อย่างไรก็ดีหากผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องการนำเหรียญ SDC เข้ามาซื้อขายในกระดานจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนด Listing Rule ของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ซึ่งให้แต่ละศูนย์ซื้อขายสามารถกำหนดได้เอง เนื่องจากข้อมูลในเบื้องต้นลักษณะของเหรียญไม่เข้าข่ายเป็นเหรียญที่ต้องได้รับอนุญาตให้เสนอขายจาก ก.ล.ต. และข้อมูลยังมีความไม่ชัดเจนในบางเรื่อง ดังนั้นจึงขอให้ผู้สนใจศึกษาข้อมูลและใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจซื้อขาย

      ทั้งนี้เนื่องจากเหรียญดังกล่าวใช้ชื่อสมเด็จและเป็นกิจกรรมของวัด จึงอาจมีความเกี่ยวข้องและต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ด้วย

 

ขอบคุณ : ประชาชาติธุรกิจ

สภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นขยายตัว 1.2%

       สภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นขยายตัว 1.2% จากเดิมคาด 0.7-1.2% และคาดปี 2565 เติบโตที่ 3.5-4.5% ในขณะที่วิจัยกรุงศรี เตรียมปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 64 และ 65 โดยมีปัจจัยหนุนจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 3 ปีนี้หดตัวน้อยกว่าคาด, การกระจายวัคซีนที่เร่งขึ้น ล่าสุดทางการตั้งเป้าฉีดวัคซีน 100 ล้านโดสภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

         ซึ่งจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ และการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ, สัญญาณเชิงบวกจากการลงทุนภาคเอกชนที่อาจได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและกิจกรรมเศรษฐกิจของโลกที่ทยอยฟื้นตัวเป็นลำดับ ตลอดจนมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากภาครัฐที่คาดว่าจะยังมีบทบาทสำคัญ รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง

       ในส่วนของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) บ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อมาจากปัจจัยชั่วคราว พร้อมส่งสัญญาณไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า โดยการประชุม กนง. วันที่ 10 พฤศจิกายน มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วและเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัว จากการใช้ภายในประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้นตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด การเร่งกระจายวัคซีน และตลาดแรงงานมีแนวโน้มปรับดีขึ้น จึงคาดการณ์ว่า GDP ปี 2564 และปี 2565 จะขยายตัวใกล้เคียงกับประมาณการในการประชุมครั้งก่อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าปรับเพิ่มขึ้นชั่วคราวจากราคาพลังงานโลกเป็นหลัก

        วิจัยกรุงศรีประเมินว่า แม้ความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะลดลง และมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อสูงขึ้น อีกทั้งหลายประเทศเตรียมทยอยปรับลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินกันบ้างแล้ว แต่ในส่วนของไทย คาดว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า

       ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รายงาน GDP ใน 3Q/2564 หดตัว -0.3% YoY จากขยายตัว 7.6% ในไตรมาสก่อน ผลกระทบจากการระบาดที่รุนแรงของโควิด-19 แต่อัตราการติดลบดังกล่าวน้อยกว่าที่ตลาดและวิจัยกรุงศรีคาดไว้ที่ -1.3% และ -1.1% ตามลำดับ เนื่องจากได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐที่เร่งขึ้น, มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนทำให้การบริโภคสินค้าไม่คงทนในหมวดอาหารยังเติบโตได้แม้ภาพรวมการบริโภคภาคเอกชนจะหดตัว, การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังในไตรมาสนี้นับว่ามีส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ, การส่งออกสินค้าและบริการที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกบริการที่เร่งขึ้นจากค่าบริการขนส่งสินค้าที่ขยายตัวดีตามปริมาณการค้าระหว่างประเทศ

 

ขอบคุณ : สำนักข่าวอินโฟเควสท์