LOGO Goo Invest
Categories
ข่าวหุ้น

ข่าว หุ้น ธุรกิจ วันที่ 16 ธันวาคม 2564

ข่าวหุ้น เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน Goo Invest Trade

ข่าวหุ้นล่าสุด ข่าวเด่นวันนี้ วันที่ 14 ธันวาคม 2564

หุ้นวันนี้

           ICN-W1 (ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญบมจ.อินฟอร์เมชั่น แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวิร์คส(ICN)) เทรดวันนี้วันแรก มีจำนวน 224,999,726 หน่วย อัตราการใช้สิทธิ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ : 1 หุ้นสามัญใหม่ ราคาการใช้สิทธิ 1.00 บาทต่อหุ้นอายุใบสำคัญแสดงสิทธิ 2 ปี นับแต่วันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (1 ธันวาคม 2564) ราคาใบสำคัญแสดงสิทธิ 0.00 บาทต่อหน่วย กำหยดวันใช้สิทธิครั้งแรก 31 มี.ค. 2565 วันใช้สิทธิครั้งสุดท้าย 30 พ.ย. 2566

        SPRC (กรุงศรี) “ซื้อ”เป้า 12 บาท ได้ Sentiment บวกค่าการกลั่นฟื้นตัวเร็วจากระดับ 2.3$/bbl ในช่วงปลายเดือน พ.ย.ขึ้นสู่ระดับ 6.88$/bbl ในปัจจุบัน โดย SPRC จะได้ประโยชน์โดยตรงและมากสุดเพราะเป็น Pure โรงกลั่น

            SMT (คิงส์ฟอร์ด) “ซื้อเก็งกำไร”เป้า IAA Consensus 8.15 บาท แนวโน้มผลประกอบการ Q4/64 จะเติบโตและทำจุดสูงสุดของปี เนื่องจากมีคำสั่งซื้อรอบรับไว้หมดแล้วจากลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน ขณะที่ปัญหาชิพขาดแคลนเริ่มคลี่คลายลง ช่วยหนุนรายได้เติบโตต่อเนื่องทั้ง IC packaging, Optics, Advance packaging และ PCB & Boxbuild ตามเป้าหมายในปีนี้ที่จะโต 30% รวมถึง GPM ทรงตัวสูงอยู่ที่ระดับ 20% จากทิศทางค่าเงินบาทที่ยังอ่อนตัว ส่วนปี 65 ตั้งเป้ารายได้ที่ 3.3 พันล้านบาท เติบโต +27%%YoY จากการเดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยผู้บริหารคตั้งเป้าหมายรายได้ในปี 69 อยู่ที่ 8 พันล้านบาท

           LEO (เคทีบีเอสที) เป้าเชิงกลยุทธ์ 15 บาท ได้ประโยชน์จากการมาของรถไฟลาวจีน เพราะเป็น Exclusive Partner กับทาง China Post คาดปี 2022 การขนส่งทางบกเติบโตเด่น ด้านอุตสาหกรรม Logistic เติบโตสูงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการขยายตัวของธุรกิจ E-Commerce, คาด LEO ทยอยเซ็นต์สัญญากับ Partner ใหม่ ๆ ตลอดปี 2565 พร้อมประเมินกำไรสุทธิปี 64-65 ที่ 170 ลบ. และ 185 ลบ. +199%YoY, +9%YoY ตามลำดับ

ขอบคุณ : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ 

ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ร่วง 2.63 จุด

ราคาทองวันนี้ประกาศครั้งแรกของวัน ปรับเพิ่ม 150 บาท

         ราคาทองคำประจำวันนี้ 16 ธ.ค. 64 ประกาศครั้งแรกของวัน ปรับ เพิ่มขึ้น 150 บาท

     ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 28,100.00 บาท ขายออกบาทละ 28,200.00 บาท

      ทองคำรูปพรรณรับซื้อบาทละ 27,591.20 บาท ขายออกบาทละ 28,700.00 บาท

    โดยราคาทอง ประจำวันที่ 15 ธ.ค. 64 สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขาย 2 ครั้ง ลดลง 200 บาท

     ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 27,950.00 บาท ขายออกบาทละ 28,050.00 บาท

     ทองคำรูปพรรณรับซื้อบาทละ 27,439.60 บาท ขายออกบาทละ 28,550.00 บาท

      ทั้งนี้สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้วันที่ 15 ธ.ค.64 สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 7.8 ดอลลาร์ หรือ 0.44% ปิดที่ระดับ 1,764.5 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 64

ขอบคุณ : ฐานเศรษฐกิจ

หุ้นเด่นเกาะกระแส Crypto

       นักลงทุนในยุคปัจจุบันสนใจเข้ามาลงทุน Cryptocurrency กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ที่ประสบความสำเร็จและได้รับผลตอบแทนจำนวนมหาศาล จึงเป็นกลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนหน้าใหม่ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทจดทะเบียนหลายรายในตลาดหลักทรัพย์ก็ให้ความสนใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

      ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในไทยประกอบธุรกิจเกี่ยวข้อง Cryptocurrency แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ICO portal , รับชำระค่าสินค้าบริการ, ลงทุนใน Cryptocurrency และ ขุดเหรียญ Bitcoin ดังนี้

  • บมจ.บางกอกแอร์เวย์ส (BA) และ บมจ.ไทยแอร์เอชีย (AAV) ที่ประกาศว่าจะเปิดรับการชำระเงินรูปสินทรัพย์ดิจิทัล โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เริ่มรับชำระเงินด้วยคริปโตฯ ตั้งวันที่ 1 ม.ค. 65 ส่วนสายการบินไทยแอร์เอเชีย เตรียมที่จะเปิดให้ลูกค้าสามารถนำสกุลเงินดิจิทัลมาแลกเปลี่ยนเป็นเที่ยวบินหรือสินค้าและบริการของไทยแอร์เอเชียเร็ว ๆ นี้
  • บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ร่วมกับพาร์ทเนอร์ธุรกิจ อย่าง Zipmex อำนวยความสะดวกลูกค้าโดยเปิดรับ 5 สกุลเงินดิจิทัลซื้อบ้านและคอนโดฯ ทุกแห่ง
  • บมจ.อาร์เอส (RS) ออกแบบ Popcoin Token ให้มาเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยน ใช้จ่าย ให้เกิดอีโคซิสเต็มในระบบของ RS ทำให้ทุกธุรกิจของ RS และผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากการใช้เหรียญในอีโคซิสเต็มของ RS
  • บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) เตรียมออก PCOIN ช่วง ม.ค.ปีหน้า
  • ธนาคารกสิกรไทย) ส่งบริษัทลูก “บีคอน วีซี” ลงทุน “คริปโตมายด์ กรุ๊ป” มูลค่า การลงทุนระหว่าง 66-500 ล้านบาท ลุยธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเต็มสูบ พร้อมขอไลเซ่นส์ ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลจาก ก.ล.ต. คาดชัดเจนปี 65 รวมทั้งเตรียมออกเหรียญ KUBIX
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ส่ง บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) ลงทุนใน บริษัท บิทคับ ออนไลน์ (Bitkub) สัดส่วน 51% ของหุ้นทั้งหมดโดย Bitkub ถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้ออขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) เบอร์ 1 ของเมืองไทย สามารถซื้อขาย Cryptocurrency ประเภทหลัก เช่น Bitcoin, Ethereum, USD Coin, BNB Coin เป็นต้น

  • บมจ.เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี (AJA) จะลงทุนในธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ (Bitcoin Mining) และจะดำเนินการจำหน่ายบิทคอยน์ที่ขุดได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งกระแสเงินสด และหรือ ถือครองไว้เพื่อโอกาสในการรับรู้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
  • บมจ.จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น (JTS) ประกาศ Transform สู่ธุรกิจเหมืองขุดบิตคอยน์ (Bitcoin mining)
  • บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) รับเหรียญดิจิทัลซื้อตั๋วหนัง
  • บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) รับเหรียญดิจิทัลในการแลกซื้อเครื่องดื่มร้าน Inthanin
  • บมจ.ชีวาทัย (CHEWA) รุกแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โครงการบ้าน-คอนโด และค่าส่วนกลาง รับชำระเป็นคริปโทแทนเงินสด
  • บมจ.แอสเซทไวส์(ASW) จัดตั้งบริษัท WHB การนำคริปโตเคอร์เรนซี่ เพื่อในการชำระค่าห้องพัก
  • บมจ.คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์(CGH) ลงทุนคริปโตมายด์ 25%
  • บมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป(BROOK) ลงทุน CryptoCurrency

      อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาปรามการใช้ CryptoCurrency โดยประกาศว่า ธปท.ไม่สนับสนุนการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ เนื่องจากมีความผันผวนสูง, มีความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของการฟอกเงิน กลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงของการทำธุรกิจนี้

ขอบคุณ : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

เงินบาทแข็งค่า33.40 บาท/ดอลลาร์

        นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทยระบุว่าแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้ หลังจากที่ผู้เล่นในตลาดเริ่มรับรู้ผลการประชุมเฟดเรียบร้อยแล้ว โดยปัจจัยหนุนการแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็น การอ่อนค่าลงเล็กน้อยของเงินดอลลาร์ ที่อาจช่วยหนุนให้ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นมาได้บ้าง นอกจากนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณกลับเข้ามาเก็งกำไรเงินบาทจากนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง สะท้อนผ่านยอดซื้อบอนด์ระยะสั้นสุทธิราว 2.5 พันล้านบาทในวันก่อน ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่า ผู้เล่นต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับมาเก็งกำไรเงินบาทมากนัก จนกว่าจะมีความชัดเจนของโฟลว์ธุรกรรม M&A ใหญ่ในปีนี้ ว่าจะมีลักษณะการทำธุรกรรมอย่างไร 

 

       ในเชิงเทคนิคัลยังคงสนับสนุนแนวโน้มการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในระยะสั้น โดยส่วนแนวรับเงินบาทยังคงอยู่ในโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนแนวต้านเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดของเงินบาทในช่วงก่อนรับรู้การประชุมเฟดที่ผ่านมา ย้ำว่าระดับดังกล่าวยังเป็นแนวต้านที่สำคัญในระยะสั้น

      ตลาดการเงินพลิกกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯและตลาดหุ้นยุโรปต่างปรับตัวขึ้น โดยดัชนี Nasdaq ปิดตลาด +2.15%, ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น +1.63% ส่วนดัชนี STOXX50 ของยุโรป รีบาวด์ขึ้นราว +0.37% หลังจากที่ผลการประชุมเฟดไม่ได้ออกมาผิดจากที่ตลาดคาดการณ์และรับรู้ไปมากนัก โดยเฟดได้มีมติปรับเพิ่มอัตราการลดคิวอีจากเดือนละ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับประมาณการของผู้เล่นในตลาด พร้อมกันนั้น เฟดได้ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยนโยบายถึง 3 ครั้งในปีหน้า

       ซึ่งมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้าราว 3 ครั้ง ก็เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้มาแล้วสักระยะเช่นกัน ทำให้ผลการประชุมเฟดไม่ได้ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดแต่อย่างใด นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการปรับประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2022 สะท้อนว่า เฟดยังมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจและมองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวหนัก 

      ส่วนทางด้านฝั่งตลาดบอนด์ แม้ว่าเฟดจะส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้ไปพอสมควรแล้ว ทำให้บอนด์ยีลด์10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยราว 3bps สู่ระดับ 1.46% จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาด ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ ตามการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของเฟด รวมถึงบรรยากาศตลาดการเงินที่มีโอกาสที่จะกลับมาเปิดรับความเสี่ยงหลังจากที่ตลาดรับรู้แนวโน้มนโยบายการเงินเฟดเป็นที่เรียบร้อย รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่อาจลดความกังวลการระบาดของโอมิครอนลง หลังข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ต่างออกมาระบุว่าการแจกจ่ายวัคซีนเข็มกระตุ้นยังสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้ ขณะเดียวกัน ยาต้านCOVID-19 “PAXLOVID” ของ Pfizer ก็ยังมีความสามารถที่ดีในการลดความเสี่ยงการป่วยหนักหรือเสียชีวิต เมื่อเจอกับโอมิครอน
      ตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง จากที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องก่อนตลาดรับรู้ผลการประชุมเฟด หลังจากที่ผลการประชุมเฟดไม่ได้ผิดจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อีกทั้งภาวะเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดยังได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยลง  ส่งผลให้ล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวลงใกล้ระดับ 96.51 จุด (ดัชนี DXY แตะจุดสูงสุดที่ 96.9 ก่อนการประชุมเฟด)
      นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ยังได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำสามารถรีบาวด์กลับขึ้นมาใกล้ระดับ 1,779 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง หลังจากที่ย่อตัวลงหนักแตะระดับ 1,753 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงก่อนการประชุมเฟด อย่างไรก็ดี เรามองว่า แนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟด รวมถึง ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดจะกดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อแรงได้ยาก และ Upsides ของราคาทองคำเริ่มจำกัด
      โดยตลาดวันนี้รอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลาง อาทิ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เป็นต้น โดยตลาดประเมินว่า แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ชะลอลงชัดเจนจากปัญหาการระบาดล่าสุดจะส่งผลให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.10% ต่อ แม้ว่าผู้เล่นบางส่วนมองว่า BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ หลังเงินเฟ้ออังกฤษพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม อาทิ คง Deposit Facility Rate ที่ -0.50% อย่างไรก็ดี ตลาดจะรอติดตามว่า ECB จะมีการปรับลดการทำคิวอีพิเศษในช่วงวิกฤติ COVID (PEPP) อย่างไร หลังจาก ECB ได้ส่งสัญญาณว่าจะปรับลดการซื้อสินทรัพย์ผ่าน PEPP ลง เนื่องจากตลาดการเงินฟื้นตัวได้ดีและไม่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง
      ส่วนในฝั่งเอเชีย ตลาดยังประเมินว่าบรรดาธนาคารกลางในเอเชีย อาทิ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI), ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) และ ธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) ก็จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%, 2.00% และ 1.125% ตามลำดับ เช่นกัน  ท่ามกลางความไม่แน่นอนของผลกระทบจากการระบาดของโอมิครอนต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ทำให้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายยังมีความจำเป็น
     

ขอบคุณ : ฐานเศรษฐกิจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น