LOGO Goo Invest
Categories
ข่าวหุ้น

ข่าว หุ้น ธุรกิจ วันที่ 14 ธันวาคม 2564

ข่าวหุ้น เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน Goo Invest Trade

ข่าวหุ้นล่าสุด ข่าวเด่นวันนี้ วันที่ 14 ธันวาคม 2564

หุ้นเด่นวันนี้

      VL (กรุงศรี) ซื้อเป้า 60 บาท คาดกำไร Q4/64 ฟื้นแข็งแกร่งเนื่องจากเกือบทุกผลิตภัณฑ์มีคำสั่งซื้อรองรับไปจนถึง Q1/65 การผลิตเดินหน้าเต็ม Capacity จากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ซัพพลายมีไม่เพียงพอหลังเกิดปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าในจีน

      SMT (ฟินันเซีย ไซรัส) ซื้อเป้า 8 บาท คาดกำไร Q4/64 เร่งตัวและมีลุ้นโตทั้ง Q-Q และ Y-Y ตามรายได้เร่งตัว และ Margin คาดยังแข็งแรงต่อเนื่อง หนุนกำไรทั้งปี 64 คาด +166% Y-Y ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 65 +27% Y-Y และคำสั่งซื้อ Secured แล้วถึง 80% ช่วยปิด Downside และคาดกำไรปี 65 +33% Y-Y อยู่ระหว่างหาที่ตั้งโรงงานแห่ง 2 หนุนการเติบโตระยะยาว พร้อมให้แนวรับ 6.60-6.50 บาท แนวต้าน 7.00-7.20 บาท

      VGI (คิงส์ฟอร์ด)ซื้อเก็งกำไรเป้า IAA Consensus 7.60 บาท แนวโน้มผลงาน Q3/64-65 ทยอยฟื้นตัว QoQ ตามเม็ดเงินโฆษณาหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์และเปิดประเทศ ส่งผลให้ลูกค้ากลับมาใช้จ่ายงบโฆษณามากขึ้น แนวโน้มปี 65-66 คาดว่ากำไรเติบโตเด่น นอกเหนือจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโฆษณายังมีปัจจัยหนุนจาก Synergy เข้าลงทุนใน JMART (15%) ทั้งบริการ Offline-to-Online (O2O) โซลูชั่นส์ของ VGI แก่กลุ่มบริษัท Jaymart และการใช้พื้นที่บนสถานี BTS เป็นจุดรับสินค้าและบริการ รวมทั้งการขยายเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของ Fanslink ไปยังเครือข่ายทั่วประเทศของ JMART และ SINGER

     BAM (เคทีบีเอสที) เป้าเชิงกลยุทธ์ 22 บาท ติดตาม ธปท.ปรับเกณฑ์ของธุรกิจ AMC สามารถเข้าซื้อ NPL ของหน่วยรัฐ ประเมิน BAM เป็นตัวเก็งอันดับหนึ่ง นอกจากนี้ เก็งกำไร Q4/64 สวย รับ High Season ในการซื้อหนี้เสีย ส่วนปี 65 คาดมีหนี้ให้ซื้ออีกมากหลังหมดมาตรการช่วยลูกหนี้สถาบันการเงิน พร้อมประเมินกำไรสุทธิปี 64-65 ที่ 2.15 พันลบ. และ 3 พันลบ. +17%YoY, +40%YoY ตามลำดับ

ขอบคุณ : อินโฟเควสท์

ดาวโจนส์ปิด 300 กว่าจุด หวั่นการระบาดโอมิครอน

       นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ยืนยันว่า พบผู้เสียชีวิตจากไวรัสโอมิครอนรายแรกในประเทศ พร้อมกับเตือนด้วยว่า อังกฤษกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกใหญ่ของไวรัสโอมิครอน และวัคซีน 2 โดสไม่เพียงพอที่จะควบคุมไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าว โดยการแสดงความเห็นของนายจอห์นสันมีขึ้นหลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ของอังกฤษประกาศยกระดับการเตือนภัยโควิด-19 สู่ระดับ 4 จากทั้งหมด 5 ระดับ

     มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษออกรายงานระบุว่า การฉีดวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ หรือแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 2 เข็ม อาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโอมิครอน รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาของสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของอังกฤษ (HSA) ที่พบว่า การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ หรือแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 2 เข็มให้ประสิทธิภาพต่ำในการป้องกันอาการของโรคโควิด-19 จากสายพันธุ์โอมิครอน เมื่อเทียบกับการป้องกันสายพันธุ์เดลตา

      ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,650.95 จุด ลดลง 320.04 จุด หรือ -0.89%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,668.97 จุด ลดลง 43.05 จุด หรือ -0.91% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,413.28 จุด ลดลง 217.32 จุด หรือ -1.39%
         หุ้นกลุ่มสายการบินและกลุ่มเรือสำราญลดลงอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโอมิครอนอาจทำให้หลายประเทศกลับมาใช้มาตรการควบคุมการเดินทางอีกครั้ง ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ในวันที่ 14-15 ธ.ค.นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า รวมถึงการปรับลดอัตราการซื้อพันธบัตร

    ก่อนหน้านี้ นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ส่งสัญญาณยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งจะปูทางให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด  ทางด้านมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษออกรายงานระบุว่า การฉีดวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ หรือแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 2 เข็ม อาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโอมิครอน โดยรายงานดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาของสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของอังกฤษ (HSA) ที่พบว่า การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ หรือแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 2 เข็มให้ประสิทธิภาพต่ำในการป้องกันอาการของโรคโควิด-19 จากสายพันธุ์โอมิครอน เมื่อเทียบกับการป้องกันสายพันธุ์เดลตา 

       ทั้งนี้โกลด์แมน แซคส์ออกรายงานคาดการณ์ว่า เฟดจะเพิ่มการปรับลดวงเงิน QE เป็นเดือนละ 30,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากเดิมเดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ โดยจะปูทางให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย.2565 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ที่สหรัฐเผชิญการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563

 

ขอบคุณ :   ฐานเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่ง Sideway Down ลงไม่มากก เป็นทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ

      นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่ง Sideway Down ย่อตัวลงไม่มาก เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวลบไม่มาก เช่นเดียวกับตลาดสหรัฐและตลาดยุโรปต่างปรับลง จากความกังวลเมื่ออังกฤษพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอนเสียชีวิตรายแรก ทำให้อังกฤษกำลังเผชิญการแพร่ระบาดระลอกใหญ่จึงเตรียมใช้มาตรการเข้มอีกครั้ง อีกทั้งโควิดสายพันธุ์โอมิครอนกระจายไปทั่วโลกแล้ว และองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ออกมาเตือนว่าอาจจะเป็นสายพันธุ์หลักที่จะระบาดต่อไป ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงต่างปรับตัวลงไม่เว้นแม้แต่ราคาน้ำมัน

   โดยตลาดขาดปัจจัยหนุน จึงคาดว่านักลงทุนคงจะเลือกขายก่อนผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะออกมา ซึ่งก็มีความกังวลเกี่ยวกับการปรับลด QE ที่มีโอกาสจะลดลงมากกว่าเดิม ซึ่งหากเร็วกว่าคาดก็จะกระทบสินทรัพย์เสี่ยง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะเร็วไปด้วย ซึ่งจะกดดันตลาดฯมากขึ้น

     ซึ่งต้องติดตาม FTSE Reblance มีผลในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ โดยไทยถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุน ทำให้อาจได้เห็นแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะปรับการคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 ในสัปดาห์นี้ด้วย รวมถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้อาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพิ่ม

     ทั้งนี้บ้านเราจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงมาเหลือแค่กว่า 2,000 ราย ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี และโควิดสายพันธุ์โอมิครอนที่พบในไทยก็เป็นผู้ที่มาจากต่างประเทศ ยังไม่พบการระบาดในประเทศ พร้อมให้แนวรับ 1,620-1,617 จุด ส่วนแนวต้าน 1,630-1,634 จุด

ขอบคุณ : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ราคาทองวันนี้ทรงตัว

     ราคาทอง วันที่ 14 ธ.ค. 64 สมาคมทองคำ ประกาศครั้งที่ 1 ราคาคงที่ไม่เพิ่มไม่ลด เมื่อเทียบกับประกาศราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายของวันจันทร์ ที่ตลอดทั้งวันมีการประกาศราคาทองทั้งหมด 2 รอบ และเป็นกาปรับลดลงติดต่กันทั้ง 2 รอบ รวม 100 บาท

      ราคาซื้อขายทองคำในประเทศชนิด 96.5% วันที่ 14 ธ.ค. 64 ประกาศครั้งที่ 1

         ราคาทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 28,800 บาท
รับซื้อบาทละ 27,697.32 บาท

       ราคาทองแท่ง ขายออกบาทละ 28,300 บาท
รับซื้อบาทละ 28,200 บาท

   ทั้งนี้ราคาซื้อขายทองคำในประเทศชนิด 96.5% วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม 2564 ประกาศครั้งที่ 2 ครั้งสุดท้าย

     ราคาทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 28,800 บาท
รับซื้อบาทละ 27,697.32 บาท

     ราคาทองแท่ง ขายออกบาทละ 28,300 บาท
รับซื้อบาทละ 28,200 บาท

    ราคาทองคำ Spot เช้านี้เคลื่อนไหวที่บริเวณ 1,789 ดอลลาร์ หลังจากราคาทองคำโคเม็กซ์ปิดตลาดเมื่อคืนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 3.5 ดอลลาร์ สู่บริเวณ 1,788.3 ดอลลาร์ เนื่องมาจากได้รับแรงหนุนจากการร่วงลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และจากการเข้าซื้อทองคำในฐานะซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

      ราคาทองคําฮ่องกง เปิดตลาดเช้านี้เพิ่มขึ้น 140 ดอลลาร์ฮ่องกง สู่ระดับ 16,630 ดอลลาร์ฮ่องกง

ขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเช้านี้33.39 บาท/ดอลลาร์

      นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทยระบุว่าแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า ภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาดอาจทำให้ เงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น ส่วนนักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้ามาเป็นฝั่งซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทย แต่เชื่อว่า ความหวังต่อวัคซีนบูสเตอร์ที่อาจช่วยลดความเสี่ยงปัญหาการระบาดของโอมิครอนก็จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติไม่ได้เทขายสินทรัพย์ไทยหนักแบบช่วงก่อนหน้า ทำให้ เงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัว sideways ในระยะสั้นนี้ และมีโอกาสที่เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นได้บ้าง หากผลการประชุมเฟดในวันพฤหัสฯ นี้ ไม่ได้ผิดไปจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ หรือ เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า น้อยกว่าที่ตลาดได้คาดหวังไว้

       หากพิจารณาสัญญาณเชิงเทคนิคัลจากทั้ง RSI และ MACD จะพบว่า เงินบาทก็มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น หลังจากที่ไม่สามารถอ่อนค่าทะลุระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ไปได้ โดยการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา นอกเหนือจากฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาตินั้น เราเชื่อว่าอาจมาจากโฟลว์ขายเงินดอลลาร์ของผู้ส่งออกในช่วงปลายปีที่ช่วยหนุนการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ เรามองว่า แนวรับเงินบาทยังคงอยู่ในโซน 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งมองว่ายังพอมีแรงซื้อเงินดอลลาร์ของผู้นำเข้าบางส่วน ช่วยพยุงไม่ให้เงินบาทแข็งไปได้เร็ว ยกเว้นว่า นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทหนักขึ้น ซึ่งอาจช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าได้เร็ว

      ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.38-33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.41 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยกรอบการแข็งค่าของเงินบาทอาจเริ่มจำกัดลง เนื่องจากตลาดเริ่มกลับมาประเมินความเสี่ยงจากการระบาดของโอมิครอนใหม่อีกครั้ง หลังจากมีรายงานผู้เสียชีวิตรายแรกจากสายพันธุ์นี้ในอังกฤษ ประกอบกับมีแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ ก่อนการประชุมเฟดวันที่ 14-15 ธ.ค. 64

        สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินทุนของต่างชาติ สถานการณ์โควิด-19 ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพ.ย. ของสหรัฐฯ ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เดือนพ.ย. 64 ของจีน และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. 64 ของยุโรปและญี่ปุ่น

     

แนวโน้มธนาคารกลาง โดยเฉพาะเฟดเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงความกังวลว่าการระบาดของโอมิครอนอาจกดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้กดดันให้ผู้เล่นในตลาดการเงินขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงและเริ่มกลับสู่โหมดระมัดระวังตัว (Cautious Mode) มากขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ ดัชนีหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป ต่างย่อตัวลง โดยในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลงราว -1.39% เนื่องจากหุ้นเทคฯ ซึ่งมีระดับ Valuation ที่สูงนั้นจะมีความอ่อนไหวกับแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.91% จากทั้งการปรับตัวลงของหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ รวมถึงหุ้นธีม Reopening อาทิ กลุ่มสายการบินและกลุ่มพลังงาน

       ขณะที่ ในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX50 ย่อตัวลงราว -0.38% กดดันจากความกังวลว่าแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจอาจชะลอลงหลังรัฐบาลหลายประเทศอาจทยอยใช้นโยบาย Lockdown ที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมปัญหาการระบาดของโอมิครอน ส่งผลให้หุ้นในธีม Reopening ต่างปรับตัวลดลง โดยเฉพาะกลุ่มการเดินทางและท่องเที่ยว รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคาร อาทิ Amadeus -3.2%, Airbus -2.4%, Santander -1.6%, BNP Paribas -1.3%

       ทั้งนี้มองว่า ความผันผวนในตลาดการเงินมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงเพียงระยะสั้นและเชื่อว่าตลาดจะไม่กลับไปปิดรับความเสี่ยงหนักแบบในรอบการรปรับฐานของตลาดที่ผ่านมา หลังผลวิจัยเบื้องต้นระบุว่า การฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อจาก โอมิครอน ได้ ซึ่งรายงานดังกล่าวสนับสนุนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างเชื่อว่าการระบาดของ โอมิครอน อาจจะไม่ได้มีความรุนแรงจนน่ากังวลและวัคซีนที่มีในปัจจุบันยังสามารถรับมือได้

       ส่วนทางด้านฝั่งตลาดบอนด์ ภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้นของผู้เล่นในตลาด ได้หนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงราว 7 bps แตะระดับ 1.42% ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามผลการประชุมเฟดในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนสถานะถือครองบอนด์อีกครั้ง ซึ่งคาดว่า ผู้เล่นบางส่วนอาจเลือกที่จะรอให้ผ่านช่วงวันหยุดปลายปีนี้ไปก่อน ที่ตลาดการเงินจะมีธุรกรรมเบาบาง และเริ่มกลับมาเทรดเต็มที่หรือปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยยะสำคัญในช่วงต้นปีหน้า

       ซึ่งคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ ตามการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของเฟด รวมถึงบรรยากาศตลาดการเงินที่มีโอกาสที่จะกลับมาเปิดรับความเสี่ยง

       ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ หนุนโดยแนวโน้มเฟดใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้นเพื่อหลบความผันผวนในตลาด ส่งผลให้ล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 96.32 จุด ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ไม่ได้กดดันราคาทองคำมากนัก                     เนื่องจากผู้เล่นบางส่วนยังเลือกที่จะถือทองคำเพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ราคาทองคำยังทรงตัวใกล้ระดับ 1,785 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ เรายังคงมุมมองเดิมว่า upsides ของราคาทองคำอาจเริ่มจำกัด หากตลาดกลับมาเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม รวมถึงเฟดเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้จะเหลือเพียงปัจจัยความกังวลเงินเฟ้อ หรือ แนวโน้มเฟดไม่เร่งรีบใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ที่จะพอช่วยหนุนให้ราคาทองคำได้

        สำหรับวันนี้ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามแนวโน้มการปรับใช้มาตรการ Lockdown เพิ่มเติมในฝั่งยุโรป สหรัฐฯ รวมถึงประเทศแถบเอเชียที่เริ่มเผชิญยอดผู้ติดเชื้อ COVID ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าวอาจกดดันแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจในระยะสั้นได้

          ไฮไลท์ของข้อมูลเศรษฐกิจจะอยู่ที่ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัง อาทิ เฟด, ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) , ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่จะเริ่มมีการรายงานผลการประชุมในวันพฤหัสฯ โดยผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามว่า บรรดาธนาคารกลางจะมีมุมมองต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจอย่างไร ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงการระบาดของโอมิครอน รวมถึงแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

ขอบคุณ : ฐานเศรษฐกิจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *