LOGO Goo Invest
Categories
ข่าวหุ้น

ข่าว หุ้น ธุรกิจ วันที่ 11 ธันวาคม 2564

ข่าวหุ้น เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน Goo Invest Trade

ข่าวหุ้นล่าสุด ข่าวเด่นวันนี้ วันที่ 11 ธันวาคม 2564

ราคาทองวันนี้ สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขายประจำวันที่ 11 ธ.ค. 64 ครั้งที่ 1 เพิ่มขึ้น 150 บาท

     ราคาทองวันนี้ สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขายประจำวันที่ 11ธ.ค. 64 ครั้งที่ 1  เมื่อเวลา 09.19 น. เพิ่มขึ้น 150 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 28,300.00 บาท ขายออกบาทละ 28,400.00 บาท ทองคำรูปพรรณรับซื้อบาทละ 27,788.28 บาท ขายออกบาทละ 28,900.00 บาท

    โดยราคาทอง ประจำวันที่ 10 ธ.ค. 64 สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขาย 4 ครั้ง ลดลง 50 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 28,150.00 บาท ขายออกบาทละ 28,250.00 บาท ทองคำรูปพรรณรับซื้อบาทละ 27,636.68 บาท ขายออกบาทละ 28,750.00 บาท

    ทั้งนี้สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ 10 ธ.ค.64 สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 8.1 ดอลลาร์ หรือ 0.46% ปิดที่ 1,784.8 ดอลลาร์/ออนซ์ และปรับตัวขึ้น 0.05% ในรอบสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 12 พ.ย.64

 

ขอบคุณ : ฐานเศรษฐกิจ

ดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 216 จุด

      ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ ที่ 10 ธ.ค. 64 หลังการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน โดยตลาดปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐที่เป็นไปตามคาดในเดือนพ.ย. ซึ่งได้ช่วยลดแรงกดดันของนักลงทุนที่วิตกว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคุมเข้มนโยบายการเงินอย่างรุนแรง
      ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,970.99 จุด เพิ่มขึ้น 216.30 จุด หรือ +0.60% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,712.02 จุด เพิ่มขึ้น 44.57 จุด หรือ +0.95%ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,630.60 จุด เพิ่มขึ้น 113.23 จุด หรือ +0.73% ซึ่งในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์บวก 4%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 3.8% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 3.6%

       กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยในวันศุกร์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค พุ่งขึ้น 6.8% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2525 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 6.7%

        ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และพุ่งขึ้น 4.9% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2534 สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์เช่นกัน โดยหุ้น 7 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ปิดบวก โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มสาธารณูปโภค ปรับตัวขึ้นมากที่สุด

      ซึ่งบ่งชี้ว่า การซื้อขายเป็นไปอย่างระมัดระวังก่อนการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในสัปดาห์หน้า โดยบรรดานักลงทุนจะจับตาการประชุมเฟดในวันที่ 14-15 ธ.ค.64นี้

       นักลงทุนจะรอดูการประชุมนโยบายการเงินของเฟดอย่างใกล้ชิดเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า รวมถึงการปรับลดอัตราการซื้อพันธบัตร

        รอยเตอร์เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 0.25-0.50% ในไตรมาส 3 ของปีหน้า และจะปรับขึ้นอีกในไตรมาส 4 อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่านั้น

 

GDPในปี 65 เติบโต 3.2% จากเดิมคาดไว้ที่ 3.4%

      นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า EIC ได้ปรับลดประมาณการการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (GDP) ในปี 65 มาเป็นเติบโต 3.2% จากเดิมคาดไว้ที่ 3.4%
        หลังจากมองว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นในช่วงต้นปี โดยในภาพรวมของการท่องเที่ยวยังจะเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่สามารถกลับไปใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ได้เร็วนัก

       ในกรณีฐาน EIC คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในปี 65 ราว 5.9 ล้านคน บนพื้นฐานที่คาดว่าผลกระทบของโอมิครอนจะจำกัดอยู่ในช่วงไตรมาส 1/65

      ขณะที่ในกรณีเลวร้าย (worse case) EIC ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงไปอยู่ที่ 2.6 ล้านคน ตามการจำกัดการเดินทางของประเทศต้นทางนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจีนที่อาจยืดเวลาการเปิดประเทศออกไปเป็นในปี 66 ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากจะยังต้องใช้เวลาฟื้นตัวไปในช่วงกลางปี 66

     ด้านภาคการส่งออกสินค้าในปี 65 ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.4% ตามการเติบโตของเศรษฐกิจและการค้าโลกโดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นจากปี 64

       ส่วนการใช้จ่ายในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวเช่นกัน จากอานิสงส์ของการกระจายวัคซีนในประเทศที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจจะกลับมาดำเนินการได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในระยะสั้นที่จะมีแรงส่งจากการใช้จ่ายที่มาจาก pent-up demand ของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ ประกอบกับยังจะได้ปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่คาดว่าจะยังมีต่อเนื่อง แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโอมิครอนอาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการใช้จ่ายลงจากความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นและอาจมีมาตรการจำกัดการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในบางจุดซึ่งจะกระทบกับการใช้จ่ายโดยตรง

       นอกจากนี้การฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศในภาพรวมจะเป็นไปอย่างช้าๆจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่จะยังมีผลต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะภาวะตลาดแรงงานที่ซบเซา โดยล่าสุดอัตราการว่างงานในช่วงไตรมาส 3/64 อยู่ที่ 2.3% ถือเป็นจุดสูงสุดใหม่สำหรับอัตราการว่างงานในช่วงโควิด-19 และเป็นอัตราการว่างงานที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 50 และจำนวนคนทำงานต่ำระดับและคนเสมือนว่างงานได้ปรับเพิ่มขึ้นมาก

ขอบคุณ : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

เลโก้ทุ่มพันล้านดอลล์ตั้งโรงงานผลิตในเวียดนาม

      เลโก้ บริษัทของเล่นประเภทตัวต่อชื่อดังของโลกทั้งยังเป็นบริษัทของเล่นรายใหญ่สุดของโลกสัญชาติเดนมาร์ก ประกาศลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สร้างโรงงานผลิตของเล่นในเวียดนาม เพื่อตอบสนองความต้องการของเล่นในเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหวังสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพในเวียดนามแทนจีน

        โรงงานผลิตของเล่นของเลโก้ ซึ่งจะเป็นโรงงานที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ศูนย์เปอร์เซนต์แห่งแรกของบริษัทจะตั้งห่างจากโฮจิมินห์ ซิตี้ ศูนย์กลางทางธุรกิจของประเทศประมาณ 50 กิโลเมตร โดยจะเริ่มก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า และบริษัทตั้งเป้าเริ่มเดินสายการผลิตครั้งแรกในปี 2567

       โรงงานผลิตที่ปล่อยคาร์บอนฯศูนย์เปอร์เซนต์แห่งนี้จะติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์และมีโครงการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ตั้งอยู่ใกล้ๆ สอดรับกับความต้องการด้านพลังงานที่จำเป็นของโรงงาน ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทเลโก้ลงทุนอย่างมากไปกับการผลิตที่มีความยั่งยืนเพิ่มขึ้น 

        ความพยายามของเลโก้สอดคล้องกับเวียดนามที่พยายามเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานแบบผสมเป็นพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยเฉพาะพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินและทางตอนใต้ของเวียดนามเป็นภูมิภาคที่แดดแรงที่สุด

       โรงงานผลิตของเล่นในเวียดนามของเลโก้จะเป็นโรงงานผลิตของเล่นแห่งที่6 โดยเลโก้มีโรงงานผลิตของเล่นในจีน1แห่ง ในยุโรป 3 แห่งและในเม็กซิโก 1 แห่งและโรงงานใหม่นี้ส่วนใหญ่จะผลิตสินค้าเพื่อป้อนให้แก่ประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามแผนเจาะฐานลูกค้าชนชั้นกลางในภูมิภาคที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     หลังจากประสบความสำเร็จในการทำตลาดทั้งในยุโรปและในสหรัฐมาแล้ว กลุ่มบริษัทของเล่นสัญชาติเดนมาร์กก็เล็งเป้าทำตลาดในภูมิภาคเอเชียอย่างจริงจังมากขึ้น เริ่มจากจีนที่เลโก้รุกเปิดร้านภายใต้แบรนด์ตัวเองหลายร้อยแห่งรวมทั้งตั้งโรงงานผลิตของเล่นในเจียซิงในปี 2559

        ราสมุสเซน กล่าวว่า เลโก้ใช้เวลา18เดือนที่ผ่านมาสำรวจสถานที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนจะตกลงตั้งโรงงานผลิตในเวียดนามเพราะได้รับข้อเสนอที่ดีมากจากทางการเวียดนาม โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะและการเปิดกว้างด้านการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งโรงงานแห่งนี้จะสร้างงาน 4,000 ตำแหน่งในระยะ15ปีข้างหน้าที่บริษัทค่อยๆขยายโรงงาน

“เราเน้นการลงทุนระยะยาว ตลาดในเอเชียและจีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากสำหรับเรา ทั้งยังเป็นตลาดที่มีโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่ดีและมีกรณีพิพาทน้อยหรือแทบไม่มีเลย”ซีโอโอเลโก้ กล่าว 

         ผู้บริหารระดับสูงที่ดูแลด้านการผลิตของเลโก้ กล่าวว่าโรงงานผลิตของบริษัทในจีนที่มีอยู่ตอนนี้จะผลิตของเล่นให้ตลาดจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ส่วนโรงงานแห่งใหม่ในเวียดนามจะผลิตของเล่นให้ประเทศที่เหลือในเอเชีย 

        ไฟแนนเชียล ไทม์ ระบุว่า การลงทุนของเลโก้มูลค่า1,000 ล้านดอลลาร์ครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับเวียดนาม ที่บรรดาบริษัทส่งออกต่างชาติเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่เวียดนาม

       

ขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ

กสิกรไทยคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์1,600 - 1,580 จุด

      บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสำหรับสัปดาห์ถัดไป วันที่ 13-17 ธ.ค.64 มีแนวรับที่ 1,600 และ 1,580 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,625 และ 1,640 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟด วันที่ 14-15 ธ.ค.64 สถานการณ์โควิด-19 และทิศทางเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

      ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือนพ.ย. และดัชนี PMI เดือนธ.ค. (เบื้องต้น) ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ดัชนี PMI เดือนธ.ค. (เบื้องต้น) ของญี่ปุ่นและยูโรโซน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. ของญี่ปุ่นและยูโรโซน ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพ.ย. ของยูโรโซน รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพ.ย. ของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

     โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 7-9 ธ.ค. 64 หุ้นไทยปรับตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,618.23 จุดเพิ่มขึ้น 1.89% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 71,301.06 ล้านบาท ลดลง 27.46% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.81% มาปิดที่ 564.65 จุด

       หุ้นไทยดีดตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อน สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังนักลงทุนคลายความกังวลบางส่วนต่อโควิดสายพันธุ์โอมิครอน เนื่องจากมีความหวังว่าอาการป่วยจากการติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวอาจไม่รุนแรง สำหรับสัปดาห์นี้ หุ้นกลุ่มธนาคารมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากข่าวการชนะประมูลพอร์ตสินเชื่อรายย่อย ขณะที่หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์มีแรงหนุนจากการเปิดเฮียริ่งอีกรอบเกี่ยวกับร่างประกาศคุมสัญญาเช่าซื้อ

       อย่างไรก็ดี หุ้นไทยย่อตัวลงเล็กน้อยในวันทำการสุดท้ายก่อนหยุดยาว ตามแรงขายลดเสี่ยงของนักลงทุน

ขอบคุณ : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น